ประวัติความเป็นมาหอจดหมายเหตุ

สืบค้นเอกสารหอจดหมายเหตุ

ห้องหนังสือ


ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิกไทย (ฉบับย่อ)

คุณพ่อสุรชัย  ชุ่มศรีพันธุ์
 
คำนำ
 
          ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิกไทยฉบับนี้เป็นฉบับย่อ เขียนขึ้นจากงานเขียนที่ทำไว้ก่อนแล้ว มีเนื้อหาเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย การที่นำเอาประวัติศาสตร์นี้มาลงในหนังสืออนุสรณ์ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย และนครรัฐวาติกันครบรอบ 25 ปีนี้ ก็เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเหมือนกับภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
        การศึกษาประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิกไทยของเรายังไม่สมบูรณ์ มีอีกหลายเรื่องหลายประเด็นที่ยังคงเปิดกว้างให้ทำการศึกษากันต่อไปได้ เวลาเดียวกันการศึกษาที่ผ่านมาแล้วนี้ ก็ยังอาจจะมีอีกบางประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติม งานเขียนนี้จึงเปิดกว้างรับความคิดเห็น รวมทั้งรับข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งอาจจะมีจากบรรดาผู้รู้หลายๆ ท่าน
ข้อมูลบางอย่างในบทความนี้เป็นข้อมูลที่ยอมรับกันแล้ว ผู้เขียนก็จะไม่อ้างอิงไว้ที่นี้  แต่จะอ้างอิงเฉพาะเท่าที่เห็นว่าเหมาะสมเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อมิให้เนื้อหามากจนเกินไป
 
1. การเข้ามาครั้งแรกของคำสอนคริสตัง
         นักประวัติศาสตร์ชาวซีเรียและอาหรับ   ซึ่งศึกษาถึงเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงระหว่างเอเชียตะวันตกและเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางทะเล ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า พระชาวอียิปต์รูปหนึ่งชื่อ คอสมา (Cosmas)   พบรายงานต่างๆ ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างปี ค.ศ.520-525 ว่า   มีกลุ่ม คริสตชนในเอเชียอาคเนย์ โดยรวมถึงอินเดีย ศรีลังกา พม่าทางใต้ โคชินจีน สยามและตังเกี๋ย 
        นักประวัติศาสตร์อีกผู้หนึ่งชื่อ คอลเลส (Colles) ได้กล่าวว่า ลูโดวิโก ดิ วารทิมา (Ludovico di Varthima) ชาวโบโลญ ได้เดินทางเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ในปี ค.ศ.1503 หรือ ค.ศ.1504
        บอกว่าเขาได้พบกับพ่อค้าชาวเนสตอเรียนที่มาจากอยุธยาในเบงกอล  เนสเตอเรียนเป็นคริสตชนแบบหนึ่งซึ่งมีข้อคำสอนบางข้อที่ฝ่ายคาทอลิกไม่ยอมรับ อย่างไรก็ตามในความเชื่อถึงพระเยซูคริสตเจ้านั้นมีเหมือนกัน ถือเป็นคริสตชนกลุ่มหนึ่ง เป็นอันว่าข้อมูลเบื้องต้นนี้เราอาจสรุปได้ว่า มีความเป็นไปได้ว่าพวกเนสตอเรียนจะเข้ามาในดินแดนสยามตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 หรือไม่ก็ราวๆ ศตวรรษที่ 13 แล้ว และต่อมาก็ไม่ปรากฏร่องรอยของพวกเขาอีกเลย
        เป็นที่ยอมรับกันว่าคริสตศาสนานั้นเข้ามาในแผ่นดินสยามพร้อมๆ กับการเข้ามาของฝรั่งชาติแรกคือโปรตุเกส นับตั้งแต่อาโฟโซ ดาลบูเคอร์ก (Alfoso d'Albouquerque) ยึดมะละกาได้ในปี ค.ศ.1511 และได้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์สยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 นับตั้งแต่นั้นมาชาวโปรตุเกสได้รับราชการอยู่ในแผ่นดินสยามและมีกลุ่มชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ในแผ่นดินสยามด้วย ชาวโปรตุเกสนั้นนับถือศาสนาคริสต์ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก ที่จะมีมิชชันนารีติดตามกลุ่มคริสตชนเข้ามาทำหน้าที่อภิบาลในท่ามกลางชาวโปรตุเกส แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานใดๆ ยืนยันถึงเรื่องนี้
        อาจารย์บุญยก ตามไท ได้เขียนไว้ในวารสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 5 ฉบับที่ 9 เกี่ยวกับเรื่องการเข้ามาของชาวโปรตุเกสในประเทศสยามไว้อย่างน่าสนใจ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า "มีเกล็ดประวัติศาสตร์บันทึกโดยฝรั่งว่า เมื่อปี พ.ศ.2087 (1544) อันโตนิโอ เด ปายวา (Antonio de Paiva) ชาวโปรตุเกสได้เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาธิราช และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าและสนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับคริสตศาสนากับพระองค์จนเลื่อมใส และพระองค์ทรงได้รับพิธี Baptise  (พิธีล้างบาป)  ได้รับพระราชทินนามเป็นภาษาโปรตุเกสว่า Dom Joao ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์พิเศษอย่างยิ่ง"
        เรื่องนี้แม้จะไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าเป็นความจริงด้วยเหตุผลบางประการ แต่หากว่าเราติดตามเรื่องนี้ให้ดีก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน เพราะว่าหนังสือประวัติศาสตร์ไทยบางฉบับได้วงเล็บการสิ้นพระชนม์ของพระชัยราชาว่า ถูกลอบวางยาพิษสิ้นพระชนม์
        นอกจากนี้ในหนังสือ Documenta Indica ซึ่งมีอยู่ 2 เล่ม    รวมทั้งนักศึกษาที่เป็นชาวยุโรปบางท่าน ได้ให้หลักฐานที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า คนที่ชื่อ อันโตนิโอ เด ปายวา ได้โปรดศีลล้างบาปให้กษัตริย์ไทย  ตั้งชื่อให้ด้วยว่า Dom Joao  หรือนักบุญยวงที่เราเรียกกัน เราคงตามเรื่องนี้ต่อไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
       ต่อมาประเทศสยามเกือบจะได้รับเกียรติจากท่านนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ เมื่อท่านได้เขียนจดหมาย 4 ฉบับ ถึงเพื่อนของท่านที่มะละกา ในปี ค.ศ.1552 ท่านได้เขียนจดหมายแสดงเจตจำนงว่าท่านปรารถนาจะเดินทางมาที่ประเทศสยาม เพื่อร่วมเดินทางไปกับเรือสินค้าของประเทศสยามเข้าสู่ประเทศจีน แต่ที่สุดแล้วท่านก็ไม่ได้มาเพราะท่านเสียชีวิตในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ.1552 นั้นเอง แม้ว่านักบุญฟรังซิส เซเวียร์ จะไม่ได้เดินทางเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาโดยตรง แต่เซอร์ จอห์น เบาวริ่ง ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่เขียนเกี่ยวกับอาณาจักรและประชาชนชาวสยามว่า ผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นผู้สอนศาสนาคริสต์ในประเทศสยามเป็นคนแรก ได้แก่ ท่านนักบุญฟรังซิสเซเวียร์  ผู้ซึ่งได้ประกาศศาสนาในมะละกา และสิงคโปร์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นประเทศราชของประเทศสยาม  ประโยชน์ประการหนึ่งที่เราได้รับจากการศึกษาจดหมายทั้ง 4 ฉบับนั้นคือ ทำให้เราทราบว่าคำว่า สยาม นั้น พวกโปรตุเกสใช้เรียกแผ่นดินของเราก่อนปี ค.ศ.1592 ตามที่ประวัติศาสตร์กล่าวไว้
         หลักฐานที่เราพบแน่ชัดชี้ให้เห็นว่า คณะมิชชันนารีคณะแรกที่เข้ามาเมืองไทยนั้น ได้แก่ มิชชันนารีคณะโดมินิกัน  2  ท่าน  คือ  คุณพ่อเยโรนิโม ดา ครู้ส   (Jeronimo da Cruz)  และคุณพ่อเซบาสติอาว ดา กันโต (Sebastiao da canto) ชื่อของท่านทั้งสองนี้ไม่มีข้อสงสัยอะไร เพราะจากหนังสือต่างๆ ได้ให้ชื่อนี้ไว้ตรงกัน แต่ปีที่ท่านทั้งสองเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยานั้นมีข้อสงสัยกันอยู่ว่าเป็นปีใดแน่ หนังสือต่างๆ หลายเล่มเขียนไว้ว่าเป็นปี ค.ศ.1555 ผู้เขียนพยายามหาหลักฐานเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้นโดยติดตามข้อเสนอของคุณพ่อร็อคโก (Rocco) ที่เขียนลงในวารสารแสงธรรม ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 บอกว่า ปีที่มิชชันนารีทั้งสองเข้ามาเมืองไทยนั้นได้แก่ปี ค.ศ.1567 เอกสารของคณะโดมินิกันที่ผู้เขียนได้ไปค้นคว้ามา ได้พูดไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นปี ค.ศ.1567    รวมทั้งประวัติของคณะโดมินิกันที่พูดถึงเรื่องนี้ก็ได้ระบุปีไว้ว่า เป็นปี  ค.ศ.1567   จึงไม่น่าที่จะสงสัยกันอีกต่อไปว่าปีที่ท่านทั้งสองเข้ามาในประเทศสยามนั้นเป็นปี ค.ศ.1567 นี้เอง   นอกจากนี้ประวัติเรื่องราวของท่านทั้งสองยังสอดคล้องกับปีที่กล่าวมานี้อีกด้วย คุณพ่อเยโรนิโมถูกฆ่าตายเพราะความอิจฉาของกลุ่มคนบางกลุ่ม ในขณะที่คุณพ่อเซบาสตีอาวถูกทำร้ายบาดเจ็บ แต่คุณพ่อได้ทูลขอพระกรุณาจากพระมหากษัตริย์ให้ยกโทษผู้กระทำผิดต่อท่าน ทั้งยังได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตให้นำเอามิชชันนารีมาเพิ่มเติม ซึ่งในที่สุดก็มีมิชชันนารีใหม่อีก 2 ท่าน เดินทางเข้ามาในประเทศสยาม พม่าบุกเข้าทำลายกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกในปี ค.ศ.1569 ซึ่งจากหลักฐานของ ดา ซิลวา (Da Silva) บอกว่าคุณพ่อทั้งสามได้ถูกพม่าฆ่าตายขณะที่กำลังสวดภาวนาพร้อมกันในวัดของท่าน 
          ดังนั้นปีที่เราน่าจะถือว่าเป็นปีทางการที่คำสอนคริสตังเข้ามาในประเทศสยาม น่าจะเป็นปี ค.ศ.1567 หลังจากนี้มิชชันนารีคณะโดมินิกันและคณะฟรังซิสกันก็ทยอยกันเข้ามาในประเทศ สยามเป็นระยะๆ มีทิ้งช่วงอยู่บ้างหลายตอน คณะฟรังซิสกันเริ่มเข้ามาครั้งแรกในปี ค.ศ.1582 ปีนี้ก็เช่นกันแต่เดิมเราเชื่อกันว่าคณะฟรังซิสกันเข้ามาในประเทศสยามครั้งแรกปี ค.ศ.1585 แต่จากหลักฐานที่เขียนขึ้นโดยคณะฟรังซิสกันเอง ซึ่งเขียนขึ้นจากเอกสารของคณะ ระบุว่าปีที่เข้ามานั้นเป็นปี ค.ศ.1582 
        เนื่องจากยังไม่มีผู้ใดศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับการแพร่ธรรมของมิชชันนารี ทั้งของคณะโดมินิกันและคณะฟรังซิสกันในประเทศสยาม หลักฐานของคณะเองจึงเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ปีสุดท้ายที่เราพบมิชชันนารีคณะฟรังซิสกันในประเทศสยามก็คือปี ค.ศ.1755 มิชชันนารีที่เข้ามาในประเทศสยามอีกคณะหนึ่ง ได้แก่ คณะสงฆ์เยสุอิต ซึ่งกำลังทำงานแพร่ธรรมอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกอย่างขยันขันแข็งและได้ผลดียิ่ง จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก คุณพ่อองค์แรกที่เข้ามาในประเทศสยาม ได้แก่ คุณพ่อบัลทาซาร์ เซเกอีรา (Balthasar Segueira) ซึ่งเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาระหว่างวันที่ 19-26 มีนาคม 1607 
          ต่อมาก็ค่อยๆ มีพระสงฆ์เยสุอิตทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดได้มีการจัดสร้างที่อยู่อย่างถาวร วัด โรงเรียน และวิทยาลัยซึ่งมีชื่อว่า ซาน ซัลวาดอร์ (San Salvador) ขึ้นในประเทศสยาม โดยส่วนใหญ่พวกมิชชันนารีคณะเยสุอิตนี้จะทำงานกับชาวญี่ปุ่น ที่มีค่ายของตนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเช่นเดียวกับชนชาติอื่นๆ ในสมัยนั้นงานแพร่ธรรมของพวกท่านได้ถูกบันทึกโดยพวกมิชชันนารี และมีการจัดพิมพ์เป็นหนังสือขึ้นมาหลายเล่ม น่าสนใจมาก แต่งานแพร่ธรรมก็มีอุปสรรคอยู่เสมอ และเนื่องจากพวกพระสงฆ์เยสุอิตมีบทบาทสำคัญอยู่ทั่วไปในขณะนั้น อุปสรรคจึงดูเหมือนว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่สองในปี ค.ศ.1767 แล้ว พวกมิชชันนารีต่างๆ เหล่านี้ก็ขาดระยะการทำงานไป 
 
2. จุดเริ่มต้นของพระศาสนจักรในเมืองไทย
          มีเหตุผลบางประการ ที่ทำให้ต้องแยกเรื่องราวนี้ออกจากการเข้ามาครั้งแรกของคำสอนคริสตังในประเทศสยาม นั่นคือการเข้ามาของมิชชันนารีที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะเข้ามาอภิบาลชนชาติของตนเองที่อยู่ในประเทศสยาม ทั้งการเข้ามาก็ขาดระยะ ไม่ต่อเนื่อง จุดมุ่งหมายหลักของพวกนี้จึงเป็นแค่เพียงให้ประเทศสยามเป็นทางผ่าน เพราะการปกครองของชาวสยามไม่เบียดเบียนศาสนา ทางผ่านนี้เพื่อมุ่งหน้าไปทำงานที่ประเทศอื่นๆ เช่น โคจินจีน, ตังเกี๋ย, จีน, กัมพูชา, ลาว อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อคณะสงฆ์คณะใหม่เข้ามาในประเทศสยาม ได้แก่ คณะสงฆ์พื้นเมืองมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (M.E.P.) ได้มีพระสังฆราชเข้ามาด้วยเพื่อทำหน้าที่ปกครอง และยังได้เป็นผู้ก่อตั้งมิสซังสยามขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยขออนุญาตจากทางกรุงโรม จนทำให้มิสซังสยามเป็นมิสซังแรกของการทำงานของคณะนี้ด้วย พระสงฆ์คณะนี้จึงมีความสำคัญและมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในมิสซังสยามนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบทความนี้เพียงแต่ต้องการสรุปเหตุการณ์ที่สำคัญๆ เท่านั้น จึงยังไม่ได้ให้รายละเอียดทั้งหมดไว้
          บรรดามิชชันนารีคณะโดมินิกัน, คณะฟรังซิสกัน หรือ คณะเยสุอิตก็ตาม ต่างเข้ามาในประเทศสยามในฐานะมิชชันนารีที่ถูกส่งมาโดยกษัตริย์ของประเทศโปรตุเกสและประเทศสเปน เพราะทั้งสองประเทศนี้ได้รับอภิสิทธิ์จากพระศาสนจักรที่จะเข้าครอบครองดินแดนใหม่ๆ และมีอภิสิทธิ์ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียวในการเผยแพร่พระวรสาร ซึ่งเรียกกันทั่วๆ ไปว่า อภิสิทธิ์ปาโดรอาโด (Padroado) ต่อมาพระศาสนจักรเห็นว่า อภิสิทธิ์นี้ทำให้สิทธิ์ในการเผยแพร่พระวรสารซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงและสำคัญมากนี้ของพระศาสนจักรลดน้อยลง และมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย สมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรี ที่ 15 จึงทรงสถาปนากระทรวงหนึ่งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1622 มีชื่อว่า สมณกระทรวงว่าด้วยการเผยแพร่ความเชื่อ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า โปรปากันดา ฟีเด (Propaganda Fide)  เพื่อให้พระศาสนจักรได้รับอำนาจการเผยแพร่ศาสนากลับคืนมา สมณกระทรวงใหม่นี้ทำหน้าที่แพร่ธรรมโดยตรง คำว่า มิสซัง (Mission) ก็ถูกใช้โดยสมณกระทรวงนี้ตั้งแต่แรกๆ เพราะคำว่ามิสซังนี้หมายถึงการส่งออกไป อันได้แก่ การส่งผู้แทนพระสันตะปาปา (Apostolic Vicars) ออกไปทำงานในนามของพระสันตะปาปา โดยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประเทศโปรตุเกสและประเทศสเปนด้วย แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้ ในเวลานั้นมีพระสงฆ์คณะเยสุอิตองค์หนึ่งคือ คุณพ่ออเล็กซานเดอร์ เดอ โรดส์ (Alexandre de Rhodes) ได้ขอให้จัดส่งพระสังฆราชไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อบวชพระสงฆ์พื้นเมือง และให้พวกเขาทำหน้าที่แพร่ธรรมในหมู่ประชาชนของตนได้  ในที่สุดด้วยความร่วมมือและช่วยเหลือของหลายๆ คน คณะสงฆ์มิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสจึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ.1659 และเป็นผู้นำพระวรสารไปยังดินแดนต่างๆ ของโลกในเวลาต่อมาอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากการแต่งตั้งประมุขมิสซังต่างๆ แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ.1663  สามเณราลัยมิสซังต่างประเทศก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงปารีส เพื่อเป็นสถานที่อบรมและส่งมิชชันนารีใหม่ไปยังภาคตะวันออกไกลต่อไป 
 
3. เหตุการณ์สำคัญๆ ของการแพร่ธรรมในกรุงศรีอยุธยา
          สมณกระทรวงโปรปากันดา ฟีเด ได้จัดส่งพระสังฆราชชุดแรก 3 องค์ จากพระสงฆ์คณะนี้เดินทางมาทำงานในฐานะผู้แทนพระสันตะปาปา  ในภูมิภาคตะวันออกไกลเป็นชุดแรก
          พระสังฆราชแต่ละองค์ถูกกำหนดให้เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาของประเทศจีน, โคจินจีน และตังเกี๋ยเป็นหลัก แต่ประเทศเหล่านี้กำลังมีการเบียดเบียนศาสนาอย่างหนัก และไม่สามารถจะเดินทางเข้าไปได้อย่างเด็ดขาด บรรดาพระสังฆราชจึงต้องหยุดรออยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อรอคอยให้เหตุการณ์ต่างๆ ดีขึ้นเสียก่อนและค่อยเดินทางต่อไป ประเทศสยามเป็นประเทศที่สงบสุขและเอื้ออาทรแก่ศาสนาต่างๆ หลังจากที่พระสังฆราชและมิชชันนารีได้มองเห็นสถานการณ์ทั่วๆ ไปของประเทศสยาม และมองเห็นท่าทีที่เป็นมิตรของพระมหากษัตริย์แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นผลดีต่อการตั้งมั่นเพื่อใช้เป็นฐานในการเดินทางต่อไป เวลาเดียวกันก็เริ่มประกาศเทศนาสั่งสอนพระวรสารไปด้วย จึงตัดสินใจอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา แน่นอนที่สุดว่าการเข้ามาของพระสังฆราชเหล่านี้ย่อมทำให้พวกมิชชันนารีที่มาจากสิทธิพิเศษของปาโดรอาโดไม่พอใจและไม่ยอมรับ ปัญหาที่ตามมาซึ่งมีอยู่เสมอๆ ในทุกดินแดนของโลกด้วย
          พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต (Lambert de la Motte) เป็นพระสังฆราชองค์แรกที่เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 1662 พร้อมๆ กับ คุณพ่อยัง เดอ บูร์ช (Jean de Bourges), คุณพ่อเดดีเอร์ (Deydier) อีก 2 ปีต่อมา พระสังฆราชฟรังซัว ปัลลือ (François Pallu) พร้อมๆ กับคุณพ่อหลุยส์ ลาโน (Louis Laneau) คุณพ่อแฮงค์ (Hainques) คุณพ่อแบรงโด (Brindeau) และฆราวาสผู้ช่วยคนหนึ่งชื่อ เดอ ชาแมสซอง ฟัวซี (De Chamesson Foissy) เดินทางมาถึงประเทศสยามเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1664 หลังจากได้ปรึกษาหารือกันแล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศที่พวกท่านต้องเดินทางไปรับผิดชอบ ทุกท่านเห็นว่าให้อยู่รอคอยโอกาสที่ดีกว่าที่ประเทศสยามนี้ การปกครองของประเทศสยามก็ไม่เบียดเบียนศาสนาอื่น ทั้งหมดจึงตัดสินใจอยู่ในประเทศสยามเพื่อทำงานแพร่ธรรมทันที   เมื่อพวกท่านมาถึงกรุงศรีอยุธยานั้นมีพระสงฆ์มิชชันนารีชาวโปรตุเกส 10 องค์,  ชาวสเปน 1 องค์ อยู่ในประเทศสยาม และมีคริสตชนทั้งหมดประมาณสองพันคน
          พระสังฆราชทั้งสองและบรรดามิชชันนารีจึงได้จัดการสัมมนาที่เรียกว่า ซีโน้ด (Synod) ขึ้นที่อยุธยา การประชุมต่างๆ ได้ตกลงวางแผนการทำงานกัน ดังจะสรุปได้ดังนี้
          1. วางแผนที่จะก่อตั้งคณะนักบวชแห่งอัครสาวกขึ้น อันประกอบไปด้วยนักบวชชาย-หญิง รวมทั้งฆราวาส โดยจะตั้งชื่อว่า คณะรักไม้กางเขนแห่งพระเยซูคริสต์ (Amateurs de La Croix de Jesus Christ) แผนนี้ได้รับการปฏิบัติเฉพาะบางส่วนเท่านั้นคือ มีการก่อตั้งคณะนักบวชหญิงพื้นเมืองคณะแรกของโลกขึ้นคือ คณะรักไม้กางเขน ผลของคณะนี้เรายังคงสามารถเห็นได้จากคณะนักบวชพื้นเมืองของสังฆมณฑลต่างๆ ในประเทศไทย
          2. ตัดสินใจที่จะจัดพิมพ์คำสั่งสอนที่สมณกระทรวงโปรปากันดา ฟีเด ได้จัดส่งให้แก่บรรดาผู้แทนพระสันตะปาปาเหล่านี้ก่อนที่จะออกเดินทาง โดยเฉพาะคำสั่งที่ออกมาในปี ค.ศ.1659 ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักศึกษา นอกจากนี้ยังออกคำสั่งสอนแก่บรรดามิชชันนารีอีกหลายฉบับด้วย
          3. ตกลงใจที่จะก่อตั้งบ้านเณร เพื่อผลิตพระสงฆ์พื้นเมืองอันเป็นเป้าหมายแรกที่พวกท่าน มาที่นี่ การทำงานในประเทศสยามตามโครงการต่างๆ เหล่านี้ ประสบผลเป็นอย่างดีด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชการสยาม ประกอบกับประเทศสยามอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ความเจริญทางด้านศาสนาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พระสังฆราชปัลลือและพระสังฆราชลังแบร์ตเห็นว่า หากพวกท่านไม่สามารถมีอำนาจปกครองดูแลท้องถิ่นนี้อย่างเป็นทางการแล้ว (Jurisdiction) ปัญหาการไม่ยอมรับอำนาจการปกครองนี้ ก็จะเกิดขึ้นกับบรรดามิชชันนารีที่ขึ้นต่อสิทธิพิเศษของประเทศโปรตุเกสและประเทศสเปน พวกท่านจึงได้ขออำนาจจากทางกรุงโรมให้มีอำนาจการปกครองเหนือประเทศสยาม หลังจากที่กรุงโรมได้พิจารณาเรื่องนี้อยู่นานด้วยความรอบคอบ กรุงโรมก็ได้ตั้งมิสซังสยามขึ้นด้วยเอกสารทางการที่ชื่อว่า "Speculatores" ของวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1669 ผู้แทนพระสันตะปาปาผู้ทำหน้าที่ดูแลมิสซังใหม่นี้ ได้แก่ พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน ได้รับการแต่งตั้งและอภิเษกเป็นพระสังฆราช โดยพระสังฆราชทั้งสองข้างต้นนั้น ในวันที่ 25 มีนาคม 1674 พระสังฆราชลาโนจึงเป็นพระสังฆราชองค์แรกของมิสซังสยามของเรา
         มิสซังสยามเจริญก้าวหน้าขึ้นมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (1657-1688) พระองค์ทรงเปิดประเทศให้แก่ชาวตะวันตก และให้อิสรภาพในการเผยแพร่ศาสนาแก่บรรดามิชชันนารี ทั้งนี้เพราะเป็นนโยบายทางการเมืองที่จะเหนี่ยวรั้งอิทธิพลของชาติต่างๆ ที่อยู่ในประเทศสยามเวลานั้นด้วย งานสำคัญๆ ที่พวกมิชชันนารีฝรั่งเศสเหล่านี้ได้ทำ เช่น ก่อตั้งบ้านเณรหรือวิทยาลัยกลางขึ้นในปี ค.ศ.1665 ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการองค์แรกของวิทยาลัยคือ คุณพ่อลาโน ซึ่งพระสังฆราชลังแบรต์กล่าวถึงคุณพ่อลาโนว่า   "คนน่านิยมยกย่องที่สุดคนหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้จัก"  บ้านเณรแห่งนี้ได้เจริญเติบโตขึ้นแม้จะมีการย้ายสถานที่อยู่หลายครั้ง  จนในที่สุดไปอยู่ที่ปีนัง  แต่ก็นับว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่า ที่สุด  เป็นเสมือนหัวใจของงานแพร่ธรรมก็ว่าได้
          นอกจากนี้ยังได้ก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นในปี ค.ศ.1669 การแพร่ธรรมได้ขยายไปตามสถานที่และเมืองต่างๆ เช่น ที่อยุธยา, ละโว้, พิษณุโลก, บางกอก, ตะนาวศรี, เกาะถลาง (ภูเก็ต) และตะกั่วทุ่ง เป็นต้น ได้มีกลุ่มคริสตชนใหม่ๆ เกิดขึ้น มีการสร้างโบสถ์อย่างสวยงามตามที่ต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว จำนวนผู้ได้รับศีลล้างบาปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการสอนคำสอนแล้ว บรรดามิชชันนารียังต้องทำหน้าที่เป็นครูสอนให้คริสตังใหม่เหล่านั้นอ่านและเขียนภาษาไทยและภาษาลาตินอีกด้วย
         สมเด็จพระนารายณ์ให้การสนับสนุนพวกมิชชันนารีมาก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสังฆราชและมิชชันนารีเข้าเฝ้าอย่างสง่า ได้พระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดและโรงเรียน และยังได้พระราชทานวัตถุต่างๆ เพื่อใช้ในการก่อสร้างด้วย ในที่สุดประเทศสยามได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศฝรั่งเศสและกรุงโรม  มีการส่งคณะทูตอันเชิญพระราชสาสน์ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสและสมเด็จพระสันตะปาปาหลายครั้ง  การที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อบรรดามิชชันนารีนี้  ทำให้เกิดมีความเข้าใจผิดขึ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14,  บาทหลวงเยสุอิตชื่อ  กีย์ ตาชารด์ รวมทั้งทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส เข้าใจว่าสามารถทำให้พระนารายณ์กลับใจได้ และชนทั้งชาติก็จะกลับใจด้วย เรื่องนี้เป็นที่รู้กันในระหว่างขุนนางด้วย ประกอบกับขุนนางไทยเริ่มหวั่นเกรงว่าอิทธิพลของขุนนางชาวกรีก คนหนึ่งที่ชื่อ คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine phalcon) ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มาก    จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ มีอำนาจแม้กระทั่งควบคุมทหารได้ จะทำให้ความมั่นคงของประเทศสั่นคลอน พระเพทราชาจึงทำรัฐประหารขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ขับไล่พวกฝรั่งเศสออกจากประเทศ รวมทั้งได้เบียดเบียนศาสนาของชาวฝรั่งเศส นั่นคือเบียดเบียนพวกมิชชันนารีและผู้ที่ถือคริสตศาสนา เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1688-1690 หลังจากนี้ไม่นาน เมื่อพระเพทราชาเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็คืนสมบัติต่างๆ และคืนบ้านเณรให้แก่บรรดามิชชันนารีอีกครั้งหนึ่ง
          เหตุการณ์ต่อมาที่ทำให้การแพร่ธรรมของพวกมิชชันนารีประสบปัญหาอีกครั้งหนึ่ง เกิดในสมัยของพระเจ้าท้ายสระ (1709-1733)   พระสังฆราชและบรรดามิชชันนารีถูกห้ามไม่ให้ออกนอกพระนคร ห้ามใช้ภาษาไทยและบาลีในการสอนศาสนา ข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้ถูกจารึกลงในแผ่นศิลาและตั้งไว้ที่หน้าวัดนักบุญยอแซฟ ที่อยุธยา หลักฐานบางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่ามีการเบียดเบียนเกิดขึ้นในระหว่างปลายปี ค.ศ.1743 และต้นๆ ปี ค.ศ.1744 ด้วย จนมาถึงปี ค.ศ.1767 ทหารพม่าบุกเข้าทำลายกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระสังฆราชบรีโกต์ถูกจับและถูกนำตัวไปประเทศพม่า วัดนักบุญยอแซฟถูกเผา และบ้านเณรถูกปล้น พวกคริสตังบางคนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ส่วนพวกที่หนีเอาตัวรอดได้ก็หนีกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ บางกลุ่มก็หนีลงมาบางกอก การแพร่ธรรมต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคริสตศาสนาจนทำให้การเผยแพร่พระวรสารเกือบสิ้นสุดไป
          หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกอบกู้เอกราชคืนมาได้ในปี ค.ศ.1768 และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ในระหว่างนี้มิสซังสยามค่อยฟื้นตัวขึ้นบ้าง คุณพ่อกอรร์ (Corre) ซึ่งได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเขมรได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย และรวบรวมคริสตังที่บางกอกซึ่งมีจำนวนถึง 400 คน ให้มาอยู่รวมกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงพระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งสำหรับสร้างโบสถ์ คุณพ่อกอรร์ได้ตั้งชื่อว่า "วัดซางตาครู้ส" งานเผยแพร่พระวรสารได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง จำนวนคนกลับใจและรับศีลล้างบาปได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พระสังฆราชกูเดได้บันทึกไว้ว่า "ที่นี่ (วัดซางตาครู้ส) มีคนจีนมาก ดูเหมือนจะสอนคนจีนให้กลับใจได้ง่ายกว่าคนไทย พระเจ้าแผ่นดินจะไม่ทรงห้ามเขาเป็นคริสตัง และเขาก็เป็นเหมือนคนต่างด้าว มิชชันนารีที่รู้จักภาษาจีน จะทำประโยชน์ในเมืองไทยได้มาก" และนี่คือเหตุผลที่ทำให้บรรดามิชชันนารีต้องเรียนรู้ภาษาจีนด้วย นอกจากภาษาไทยแล้ว
 
4. การแพร่ธรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
          ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ.1782 สถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น แม้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน (1768-1782) จะได้ขับไล่พวกมิชชันนารีออกนอกประเทศด้วยเหตุผลบางประการ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ก็ได้เชิญพระสังฆราชกูเดและบรรดามิชชันนารีกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่นั้นมางานแพร่ธรรมก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ส่งผลใหญ่โตนัก แต่ก็ต้องนับว่าเป็นความพยายามที่น่าชมของพระสังฆราชและบรรดามิชชันนารีทุกท่าน ในปี ค.ศ.1785 เมื่อกองทัพสยามกลับมาจากประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม หลังจากที่ได้ไปช่วยรบต่อต้านพวกไต้ซ้อง ก็ได้นำคริสตังโปรตุเกสจากประเทศกัมพูชามาเป็นจำนวน 450 คน พร้อมกับชาวกัมพูชาที่ต้องหลบหนีพวกไต้ซ้องอีก 100 คน นอกจากนี้ยังมีคริสตังอีก 250 คนซึ่งได้มาลี้ภัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา ในปี ค.ศ.1793 พระมหากษัตริย์ไทยได้ส่งคนไปตามคริสตังกลุ่มนี้พร้อมกับครอบครัวของเขากลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ     คริสตังทั้งหมดที่กล่าวมานี้ได้มาตั้งรกรากอยู่ในละแวกวัดคอนเซปชัญ
         ในสมัยพระสังฆราชการ์โนลต์ (Garnault 1786-1811) ต้องนับว่าเป็นสมัยฟื้นฟูมิสซังสยามโดยแท้ พระสังฆราชการ์โนลต์เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในปลายปี ค.ศ.1795 หรือต้นปี ค.ศ.1796 เมื่อท่านเดินทางมาถึงในเวลานั้น มีคริสตังอยู่ในเมืองหลวงประมาณ 1,000 คน คริสตัง 400 คน เป็นพวกดั้งเดิมที่อยู่ในประเทศสยาม และอีก 600 คน เป็นพวกที่ลี้ภัย ในปี ค.ศ.1796 นั้นเอง พระสังฆราชการ์โนลต์ได้จัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่วัดซางตาครู้ส โรงพิมพ์แห่งนี้ได้พิมพ์หนังสือคำสอน ซึ่งนับเป็นหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์ขึ้นในประเทศสยาม หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยอักษรโรมัน แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย หรือที่เรียกว่า "ภาษาวัด" หนังสือนี้มีชื่อว่า คำสอนคริสตัง (Khanson Christang) นอกจากนี้พระสังฆราชการ์โนลต์ยังได้ก่อตั้งบ้านเณรขึ้น ใช้ชื่อว่าบ้านเณรซางตาครู้ส เพื่อเป็นสถานฝึกอบรมชายหนุ่มที่สมัครใจจะบวชเป็นพระสงฆ์ และยังได้ฟื้นฟูคณะภคินีรักไม้กางเขนขึ้นอีกด้วย ตลอดสมัยที่พระสังฆราชการ์โนลต์เป็นพระสังฆราชท่านได้ทำพิธีบวชพระสงฆ์ 8 องค์
        ในสมัยพระสังฆราชฟลอรังส์  (Florens 1811-1834)  มิชชันนารีมีจำนวนลดน้อยลง อันเนื่องมากจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ต้องรอคอยเป็นเวลานานถึง 14 ปี จึงมีโอกาสได้ต้อนรับมิชชันนารีองค์แรก   และต้องรอคอยอีก 4 ปี  จึงได้ต้อนรับมิชชันนารีองค์ที่สอง   พระสังฆราชฟลอรังส์ได้ย้ายบ้านเณรจากวัดซางตาครู้สมาอยู่ที่วัดอัสสัมชัญในปี ค.ศ.1820 และดำรงตำแหน่งอธิการของบ้านเณรด้วย นอกจากสร้างบ้านเณรแล้ว ท่านยังได้สร้างวัดอัสสัมชัญขึ้นในปี ค.ศ.1820 ในสมัยของพระสังฆราช ฟลอรังส์นี้ พระศาสนจักรในประเทศสยามไม่ได้ก้าวหน้าเท่าไรนัก สาเหตุมาจากการขาดแคลนมิชชันนารี การแพร่ธรรมส่วนใหญ่กระทำในหมู่ของชาวจีน
       ในปี ค.ศ.1827 พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 12 ได้ออกกฤษฎีกากำหนดให้ประมุขมิสซังสยามมีอำนาจการปกครองเหนือประเทศสิงคโปร์ และอาณานิคมของอังกฤษ 
        ในสมัยพระสังฆราชกูรเวอซี (Courvezy 1834-1841) จำนวนคริสตังและมิชชันนารีได้เพิ่มมากขึ้น ท่านจึงได้ขอให้ทางกรุงโรมแต่งตั้งพระสังฆราชผู้ช่วยองค์หนึ่ง ซึ่งทางกรุงโรมก็เห็นสมควร และได้แต่งตั้งพระสังฆราชปัลเลอกัว (Pallegoix) เป็นพระสังฆราชผู้ช่วย ได้รับการ อภิเษกวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1838 ต่อมาโดยอาศัยเอกสารฉบับหนึ่งจากกรุงโรม ชื่อว่า "Universi Dominici" ลงวันที่ 10 กันยายน ค.ศ.1841 กรุงโรมได้แบ่งแยกเขตปกครองในส่วนของประเทศมาเลเซียออกจากส่วนของมิสซังสยาม โดยก่อตั้งเป็น 2 มิสซังแยกจากกัน คือ มิสซังสยามตะวันออก ได้แก่ ประเทศสยามและประเทศลาวมีพระสังฆราชปัลเลอกัวเป็นผู้แทนพระสันตะปาปาทำหน้าที่ปกครอง  และมิสซังสยามตะวันตก ได้แก่ แหลมมาละยา, เกาะสุมาตรา และประเทศพม่าทางใต้ มีพระสังฆราชกูรเวอซีเป็นผู้แทนพระสันตะปาปาทำหน้าที่ปกครอง 
        บุคคลที่มีชื่อเสียงมากในมิสซังสยามเวลานั้นก็คือ พระสังฆราชปัลเลอกัว (1841-1862) ท่านเป็นผู้มีความสามารถ มีความรู้สูงในด้านวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และด้านภาษาต่างๆ เมื่อครั้งที่ท่านประจำอยู่ที่วัดคอนเซปชัญ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดราชาธิวาส อันเป็นวัดที่เจ้าฟ้ามงกุฏ (รัชกาลที่ 4) ทรงผนวชอยู่ ท่านได้มีโอกาสถวายการสอนภาษาลาตินแด่พระองค์และพระองค์ก็ทรงสอนภาษาบาลีแก่ท่าน ทำให้พระสังฆราชปัลเลอกัวมีความรู้อย่างแตกฉานในภาษาสยามและภาษาบาลี และมีความสัมพันธ์ฉันมิตรอย่างแน่นแฟ้นกับเจ้าฟ้ามงกุฏ ความสัมพันธ์อันนี้เองที่ช่วยให้ท่านสามารถเทศน์สอนศาสนาได้โดยเสรีในเวลาต่อมา  พระสังฆราชปัลเลอกัวได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยมีชื่อว่า "Description du Royaume Thaï ou Siam" ตีพิมพ์ที่กรุงปารีสในปี ค.ศ.1854 และยังได้จัดทำพจนานุกรมเป็นภาษาต่างๆ ถึง 4 ภาษาด้วยกันมีชื่อว่า "สัพะ พะจะนะ พาสา ไท" พจนานุกรมเล่มนี้ใช้เวลาในการทำถึง 10 ปี ด้วยความมานะพยายามของท่าน นับเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างมหาศาลต่อประวัติศาสตร์ของชาวไทยโดยเฉพาะในเรื่องภาษาศาสตร์นอกจากนี้ท่านยังแต่งหนังสืออีกหลายเล่ม ทั้งหนังสือคำสอน และหนังสือที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาไวยากรณ์ไทย พระสังฆราชปัลเลอกัวปกครองมิสซังสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ในปี ค.ศ.1849 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้ทรงขับไล่มิชชันนารีฝรั่งเศส 8 องค์ ออกจากประเทศ เนื่องจากพวกท่านเหล่านั้นไม่ยอมร่วมมือในงานพระราชพิธีงานหนึ่งที่พระองค์ทรงจัดขึ้นซึ่งขัดต่อข้อความเชื่อของคริสตศาสนา
        มิชชันนารีเหล่านี้ได้รับพระบรมราชานุญาตให้กลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.1851 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี ค.ศ.1856 ประเทศสยามได้ทำสนธิสัญญากับประเทศฝรั่งเศส สนธิสัญญานี้อนุญาตให้ชาวสยามมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา อนุญาตให้บรรดามิชชันนารีประกาศศาสนาโดยเสรี ให้สร้างบ้านเณร ก่อตั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล และสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ ในประเทศได้  สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 ทรงทราบเรื่อง จึงทรงมีพระสมณสาสน์ฉบับแรกลงวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ.1852 ส่วนฉบับที่สองลงวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1861 มาแสดงความขอบพระทัยที่พระมหากษัตริย์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อบรรดาคริสตังไทยเป็นอย่างดียิ่ง  ตลอดสมัยการปกครองของพระสังฆราชปัลเลอกัว มิสซังได้รับสันติสุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมิสซังและต่อพระสังฆราช พระองค์ได้มีพระบรมราชโองการให้จัดงานศพของพระสังฆราชอย่างสมเกียรติที่สุด
        พระสังฆราชดือปองด์ (Dupond 1865-1872) ปกครองมิสซังสยามเป็นเวลา 7 ปี จำนวนคริสตังได้เพิ่มขึ้นทุกแห่ง ท่านได้สร้างวัดใหม่ 8 แห่ง จำนวนมิชชันนารีทั้งหมดที่เข้ามาในประเทศสยามในสมัยของท่านมีถึง 21 องค์ เนื่องด้วยพระสังฆราชดือปองด์เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น และสามารถพูดภาษาสยามและภาษาจีนพื้นเมืองได้ดี ท่านสามารถทำงานท่ามกลางชาวสยามและชาวจีนได้ดี  มีการกลับใจมากมายโดยเฉพาะจากบรรดาชาวจีน  มีการเปิดกลุ่มคริสตชนในที่ใหม่หลายแห่ง โดยเฉพาะในย่านที่มีคนจีนอาศัยอยู่  เมื่อพระสังฆราชดือปองด์ถึงแก่มรณภาพในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.1872   มิสซังสยามมีคริสตชนจำนวน 10,000 คน  มีมิชชันนารีชาวยุโรปจำนวน 20 องค์  และมีพระสงฆ์พื้นเมือง 8 องค์ 
         ประเทศสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิรูป มีการนำเอาความรู้ทางตะวันตกใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ เรียกได้ว่ามีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ประเทศชาติกำลังเจริญก้าวหน้าขึ้น ในสมัยเดียวกันนี้ พระสังฆราชยัง หลุยส์ เวย์ (Jean Louis Vey 1875-1909) เป็นผู้ปกครองมิสซังสยาม  นอกจากพระสังฆราชเวย์จะมีความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้าแผ่นดินและกับทางราชการแล้ว การแพร่ธรรมของมิสซังก็เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมากด้วย ท่านได้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ  ขึ้นมาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมีอยู่ในประเทศ  โดยก่อตั้งโรงพยาบาลเซนต์ หลุยส์ ก่อตั้งวิทยาลัย และโรงเรียนต่างๆ ได้เชิญคณะนักบวชต่างๆ เข้ามาทำงาน เช่น คณะแซงต์โมร์, คณะเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร, คณะเซนต์คาเบรียล เข้ามาช่วยงานในมิสซัง นับเป็นความคิดริเริ่มที่บังเกิดผลอย่างมหาศาลต่อมิสซัง มีการพิมพ์หนังสือขึ้นใช้ในการสอนศาสนาจำนวนมาก พระสังฆราชเวย์ได้แต่งหนังสือขึ้นมาหลายเล่ม และส่งเสริมให้บรรดามิชชันนารีแต่งหนังสือเพิ่มขึ้นด้วย
        พระสังฆราชเวย์มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษา ท่านจึงได้นำหนังสือ "สัพะ พะจะนะ พาสา ไท" ของพระสังฆราชปัลเลอกัวมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ นับเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีคุณค่าทั้งต่อมิสซังสยามและต่อประเทศไทย หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า "ศริพจน์ภาษาไทย์" พิมพ์ในปี ค.ศ.1896
         อุปสรรคประการสำคัญในการทำงานประกาศศาสนาในสมัยของพระสังฆราชเวย์ ได้แก่ การเผชิญหน้ากับสมาคมลับของชาวจีน ซึ่งเรียกกันว่า "อั้งยี่" หรือ "ตั่วเฮีย" ทำให้การประกาศศาสนากับชาวจีนต้องประสบกับปัญหาอยู่เสมอๆ นอกจากนี้ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือประเทศสยามมีปัญหาทางการเมืองกับประเทศฝรั่งเศส ด้วยเรื่องการเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำโขงในปี ค.ศ.1894 (ร.ศ. 112)   เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวสยามถือว่าชาวฝรั่งเศสเป็นศัตรู  รวมทั้ง คริสตศาสนาซึ่งเป็นศาสนาของชาวฝรั่งเศสก็เป็นศาสนาของศัตรูด้วย ประเทศสยามและประเทศฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองนี้ไปจนถึงปี ค.ศ.1907 ประเทศสยามได้ยกดินแดนพระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ  ให้แก่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งหมายความว่าตลอดช่วงสมัยของพระสังฆราชเวย์ มิสซังสยามต้องประสบกับความกดดันทางการเมืองเหล่านี้อยู่เสมอมา ต้องทำงานกับประชาชนซึ่งมองดูมิชชันนารีด้วยสายตาแห่งความเป็นศัตรู
        การเปลี่ยนแปลงประการหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ามิสซังสยามเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ได้แก่การแต่งตั้งมิสซังลาว แยกออกจากการปกครองของมิสซังสยามในปี ค.ศ.1889 มีพระสังฆราชกืออาส (Cuaz) เป็นผู้แทนพระสันตะปาปา ทำหน้าที่ปกครองดูแลมิสซังใหม่นี้เป็นองค์แรก นอกจากนี้พระสังฆราชเวย์ยังได้เริ่มบุกเบิกงานแพร่ธรรมไปสู่ส่วนต่างๆ ของประเทศมากขึ้นทั้งทางภาคเหนือและภาคใต้ งานต่างๆ เหล่านี้ได้รับการส่งเสริมอย่างดียิ่งและบังเกิดผลมากขึ้นในสมัยพระสังฆราชเรอเน แปร์รอส (René Perros 1909-1947) เรียกได้ว่ามิสซังสยามเจริญก้าวหน้าขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ช้าๆ แต่มั่นคง
        ในสมัยของพระสังฆราชแปร์รอสนี้เอง ได้มีการขยายงานแพร่ธรรมออกไปอย่างกว้างขวางทั้งทางภาคเหนือและภาคใต้ เขตปกครองทางราชบุรีได้ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นดินแดนอิสระ และได้มอบให้พระสงฆ์คณะซาเลเซียนเป็นผู้ทำงานในเขตใหม่นี้ในปี  ค.ศ.1930 ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี มิสซังราชบุรีได้รับการยกขึ้นเป็นกิ่งมิสซังมีพระสังฆรักษ์เป็นผู้ปกครอง (Apostolic Prefecture) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.1934 และที่สุดได้รับการยกขึ้นอีกครั้งเป็นมิสซังหรือเทียบสังฆมณฑลเมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1941  เขตปกครองทางจันทบุรีก็ได้รับการยกขึ้นเป็นมิสซังหรือเทียบสังฆมณฑลเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1944
          พระสังฆราชแปร์รอสมีความคิดที่ว่าเมื่อมีวัดคาทอลิกที่ไหน ก็ต้องมีโรงเรียนที่นั่นด้วย เพื่อเป็นสถานที่สำหรับอบรมสั่งสอน และให้การศึกษาแก่ลูกหลานคริสตังและลูกคนต่างศาสนา ดังนั้นในสมัยของท่านจึงมีโรงเรียนต่างๆ เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะโรงเรียนของวัด  นอกจากนี้ยังมีคณะ นักบวชต่างๆ จากต่างประเทศเดินทางเข้ามาทำงานอย่างมากมายหลายคณะ เช่น คณะอูรสุลิน เข้ามาในปี ค.ศ.1924 จัดตั้งโรงเรียนมาร์แตร์เดอี และโรงเรียนวาสุเทวีขึ้นที่กรุงเทพฯ จัดตั้งโรงเรียนเรยีนาเชลีขึ้นที่เชียงใหม่   ต่อมาในปี ค.ศ.1925    ภคินีคณะคาร์เมไลท์เดินทางเข้ามาทำงานในด้านต่างๆ   คณะซาเลเซียนเข้ามาในปี ค.ศ.1927 เป็นต้น การเข้ามาของคณะนักบวชต่างๆ เหล่านี้ ทำให้งานทางด้านการศึกษาเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พระสังฆราชแปร์รอสมีบุคลากรเพิ่มขึ้น และสามารถขยายงานออกไปยังที่ต่างๆ ได้มากขึ้น
         อย่างไรก็ตาม สงครามอินโดจีนซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้งานประกาศพระศาสนาต้องหยุดชะงักลง     ชาวไทยมองดูมิชชันนารีฝรั่งเศสและคริสตศาสนาเป็นศัตรูอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้มีเหตุการณ์รุนแรงมาก คณะเลือดไทยซึ่งต่อสู้อย่างเต็มที่กับอิทธิพลของฝรั่งเศสในประเทศไทยได้ทำหน้าที่ในการปกป้องประเทศ คริสตศาสนาอ่อนแอลงมาก บรรดามิชชันนารีฝรั่งเศสหลายองค์ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และถูกห้ามทำการเผยแพร่ศาสนา เหตุการณ์ในครั้งนั้นคริสตชนชาวไทยหลายคนถูกจับ  พระสงฆ์ 5 องค์ ถูกจำคุกเพราะความเข้าใจผิด คริสตชนบางคนถูกฆ่าตาย แต่พระสังฆราชแปร์รอสก็มิได้ท้อถอย พยายามที่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น คอยดูแลเอาใจใส่บรรดามิชชันนารีและพระสงฆ์พื้นเมืองไม่ให้เสียกำลังใจ มิสซังสยามได้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ในครั้งนั้นมาได้ด้วยดี เนื่องจากความชราภาพ ท่านได้ลาออกจากประมุขมิสซังในปี ค.ศ. 1947 และเลือกไปทำงานกับกลุ่มคริสตชนเล็กๆ ที่เชียงใหม่ต่อไป
 
5. การก่อตั้งพระฐานานุกรมพระศาสนาจักรไทย
          ในสมัยพระสังฆราชหลุยส์ โชแรง (Louis Chorin 1947-1965) การแบ่งแยกการปกครองเช่นนี้ก็ยังคงมีอยู่  เพราะในปี ค.ศ.1960  เขตปกครองทางเชียงใหม่ได้รับการยกขึ้นเป็นสังฆรักษ์   การทำงานแพร่ธรรมในสมัยนี้ดีขึ้นมาก เนื่องจากจำนวนมิชชันนารีและพระสงฆ์พื้นเมืองเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคณะนักบวชต่างๆ ก็เข้ามาช่วยทำงานมากขึ้นด้วย
       พระศาสนจักรในเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เพราะอาศัยความร้อนรนและความขยันขันแข็งของบรรดาพระสังฆราชและบรรดามิชชันนารี รวมทั้งพระสงฆ์พื้นเมืองและนักบวชคณะต่างๆ มีแนวโน้มที่จะสามารถเจริญก้าวหน้าต่อไปได้อย่างดี สมณกระทรวงโปรปากันดา ฟีเด จึงตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรจะสถาปนาพระฐานานุกรมพระศาสนจักรในประเทศไทย ให้มีฐานะและศักดิ์ศรีเทียบเท่าพระศาสนจักรท้องถิ่นอื่นๆ ของประเทศต่างๆ ในยุโรป ด้วยความสนับสนุนของผู้แทนพระสันตะปาปาประจำประเทศไทย 2 องค์ ได้แก่ ฯพณฯ ยอห์น กอร์ดอน และ ฯพณฯ อันเยโล เปโดรนี สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ได้ทรงสถาปนาพระฐานานุกรมพระศาสนจักรในเมืองไทยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 1965 โดยแบ่งแยกเขตปกครองออกเป็น 2 แขวงใหญ่ๆ  (Ecclesiastical Provinces)  ได้แก่  แขวงปกครองของกรุงเทพฯ และแขวงปกครองของท่าแร่-หนองแสง  มีพระสังฆราชเป็นผู้ปกครองโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียดพอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้
 
1. แขวงปกครองพระศาสนจักรแห่งกรุงเทพฯ ประกอบด้วย
- อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ   มี ฯพณฯ ยวง นิตโย  เป็นอัครสังฆราช มีสังฆมณฑล 3 สังฆมณฑล อยู่ภายใต้แขวงปกครองนี้ ได้แก่
1. สังฆมณฑลราชบุรี
2. สังฆมณฑลจันทบุรี
3. สังฆมณฑลเชียงใหม่
 
2. แขวงปกครองพระศาสนจักรแห่ง ท่าแร่-หนองแสง ประกอบด้วย
- อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง มี ฯพณฯ มีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นอัครสังฆราช มีสังฆมณฑล 3 สังฆมณฑล อยู่ภายใต้แขวงปกครองนี้ ได้แก่
1. สังฆมณฑลอุบลราชธานี
2. สังฆมณฑลนครราชสีมา
3. สังฆมณฑลอุดรธานี
         จะสังเกตได้ว่าบัดนี้ทุกๆ มิสซังที่มีอยู่ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นให้อยู่ในระดับสังฆมณฑลมีพระสังฆราชของตนเองปกครอง นับว่าเป็นเกียรติต่อพระศาสนจักรในเมืองไทยอย่างมาก และพระศาสนจักรในเมืองไทยได้เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนาพระฐานานุกรมนี้เมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1991 ที่บ้านเณรใหญ่แสงธรรม ในแต่ละสังฆมณฑลก็ได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองกันเป็นพิเศษอีกด้วย
        ต่อมาไม่นานหลังจากได้รับการสถาปนาพระฐานานุกรมแล้ว สังฆมณฑลนครสวรรค์ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1967 อีก 2 ปีต่อมา สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานีก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1969 สังฆมณฑลใหม่ทั้งสองนี้อยู่ในแขวงปกครองพระศาสนจักรแห่งกรุงเทพฯ
         ในปี ค.ศ.1973 พระอัครสังฆราช ยอแซฟ ยวง นิตโย หรือ ฯพณฯ ยวง นิตโย ขอลาออกจากหน้าที่เพราะสุขภาพและความชราภาพ พระอัครสังฆราชองค์ที่ 2 แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้แก่ ฯพณฯ ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู งานของพระศาสนจักรขยายขอบเขตออกไปในทุกๆ ด้าน ในที่สุดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1983   สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้แต่งตั้งพระอัครสังฆราช ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นพระคาร์ดินัล  นำความปลาบปลื้มใจมาสู่คาทอลิกในประเทศไทย เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีที่น่าภูมิใจของประเทศชาติด้วย นับเป็นพระคาร์ดินัลองค์แรกของประเทศไทย.
 
ตารางเทียบสมัยการปกครอง มิสซังสยาม-กรุงเทพฯ
 
1. พระสังฆราชปิแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) สังฆราช เกียรตินามแห่งเบริธ (B้rythe 1662-1673) รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ
2. พระสังฆราชฟรังซัว ปัลลือ (Fran็ois Pallu) สังฆราชเกียรตินามแห่งเฮลิโอโปลิส (H้liopolis 1658-1684) รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ

มิสซังสยาม สมัยกรุงศรีอยุธยา 1669-1767 

ลำดับที่

นามประมุขของมิสซัง

สังฆราช

เกียรตินามแห่ง

ระยะเวลา

ตรงกับรัชสมัย

ระยะเวลา

1

พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน

Mgr.  Louis Laneau

Métellopolis

1674-1696

พระนารายณ์ฯ

 

พระเพทราชา

1656-1688

 

1688-1703

2

คุณพ่อแฟร์เรอซ์

R.P. Ferreux

 

1696-1698

พระเพทราชา

1688-1703

3

พระสังฆราชเดอ ซีเซ

Mgr. de Cicé

 

 

Sabule

 

 

1700-1727

พระเพทราชา

 

พระเจ้าเสือ

พระเจ้าท้ายสระ

1688-1703

 

1703-1708

1708-1732

4

พระสังฆราชเดอ เกราเล

Mgr. de Quéralay

 

Rosalie

 

1727-1736

พระเจ้าท้ายสระ

 

พระเจ้าบรมโกษฐ์

1708-1732

 

1732-1758

5

คุณพ่อเลอแมร์

R.P. Lemaire

 

1736-1738

พระเจ้าบรมโกษฐ์

1732-1758

6

พระสังฆราชโลลิแอร์

Mgr. de Loliére

Juliopolis

1738-1755

พรเจ้าบรมโกษฐ์

1732-1758

7

พระสังฆราชบรีโกต์

Mgr. Brigot

 

Tabraca

1755-1767

พระเจ้าบรมโกษฐ์

 

พระเจ้าเอกทัศน์

1732-1758

(60 วัน)

1758-1767

มิสซังสยาม สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1767-1899

ลำดับที่

นามประมุขของมิสซัง

สังฆราช

เกียรตินามแห่ง

ระยะเวลา

ตรงกับรัชสมัย

ระยะเวลา

8

พระสังฆราชเลอบ็อง

Mgr. Le Bon

Métellopolis

1768-1780

พระเจ้าตากสิน

1768-1782

9

พระสังฆราชกูเด

Mgr. Coudé

Rhési

1782-1785

พระพุทธยอดฟ้าฯ

1782-1809

10

พระสังฆราชการ์โนลต์

Mgr. Garnault

 

Métellopolis

1786-1811

พระพุทธยอดฟ้าฯ

 

พระพุทธเลิศหล้าฯ

1782-1809

 

1809-1824

11

พระสังฆราชฟลอรังส์

Mgr. Florens

 

Sozopolis

1811-1834

พระพุทธเลิศหล้าฯ

 

พระนั่งเกล้าฯ

1809-1824

 

1824-1851

12

พระสังฆราชกูรเวอซี

Mgr. Courvezy

Bide

1834-1841

พระนั่งเกล้าฯ

1824-1851

13

พระสังฆราชปัลเลอกัว

Mgr. Pallegoix

 

Mallos

1841-1862

พระนั่งเกล้าฯ

 

พระจอมเกล้าฯ

1824-1851

 

1851-1868

14

พระสังฆราชดือปองด์

Mgr. Dupond

 

Azoth

1865-1872

พระจอมเกล้าฯ

 

พระจุลจอมเกล้าฯ

1851-1868

 

1868-1910

15

พระสังฆราชหลุยส์ เวย์

Mgr. Louis Vey

Géraza

1875-1909

พระจุลจอมเกล้าฯ

1868-1910

16

พระสังฆราชแปร์รอส

Mgr. René Perros

 

 

 

Zoara

1909-1934

พระจุลจอมเกล้าฯ

 

พระมงกุฎเกล้าฯ

พระปกเกล้าฯ

1868-1910

 

1910-1925

1925-1934

 มิสซังกรุงเทพฯ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1935 - 1965

ลำดับที่

นามประมุขของมิสซัง

สังฆราช

เกียรตินามแห่ง

ระยะเวลา

ตรงกับรัชสมัย

ระยะเวลา

 

พระสังฆราชแปร์รอส

Mgr. René Perros

 

Zoara

1935-1947

พระเจ้าฯ อานันทฯ

พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ

1934-1946

1946-

17

พระสังฆราช  โชแรง

Mgr. Louis Chorin

พระสังฆราชยวง นิตโย

Mgr. Joseph Nittayo

(พระสังฆราชผู้ช่วย)

Polistylos

 

 

Obba

1947-1965

 

13 ก.ย.63-

29 เม.ย.65

พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ

 

พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ

1946-

 

1946-

18

พระสังฆราชยวง นิตโย

 

29 เม.ย.65

-ธ.ค. 65

พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ

1946- 

อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1965-ปัจจุบัน

ลำดับที่

 

นามประมุขของมิสซัง

สังฆราชแห่ง

ระยะเวลา

ตรงกับรัชสมัย

ระยะเวลา

 

พระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย

กรุงเทพฯ

1965-1973

พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ

1946-

19

พระอัครสังฆราชไมเกิ้ล

มีชัย กิจบุญชู

Car. Micheal Michai

Kitbunchu (พระคาร์ดินัล )

กรุงเทพฯ

 

 

1973-

 

2 ก.พ.1983

พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ

1946-

20

พระอัครสังฆราช ฟ รังซิสเซเวียร์ 
เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช 
Bishop Francis Xavier Keangsak Kowit Vanit
 กรุงเทพฯ  2009-ปัจจุบัน  พระเจ้าฯ ภูมิพลฯ  1946
 
 

History

ประวัติสมเด็จพระสันตะปาปา
ในพระศาสนจักรคาทอลิก


สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14  


ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปา


ชีวประวัติพระสังฆราช
 


ประวัติพระสงฆ์คณะมิสซัง
ต่างประเทศแห่งกรุงปารีส

 MEP. มีชีวิตอยู่
MEP. มรณะ


ลิงค์คาทอลิก

History of the Church

ประวัติวัดในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ    

ตารางเวลามิสซาของวัด


พิธีเสกและฉลองวัดนักบุญฟิลิปและยากอบ นวนคร
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.
โดย พระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
เป็นประธาน

พิธีเสกและฉลองวัดนักบุญมัทธีอัสอัครสาวก พระราม 2
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม เวลา 10.30 น.
พระสังฆราชวีระ อาภรณ์รัตน์ เป็นประธาน
 ฉลองวัดนักบุญโทมัส อไคนัส มีนบุรี
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.
พระสังฆราชวีระ อาภรณ์รัตน์ เป็นประธาน
ฉลองวัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ กรุงเทพกรีฑา
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม เวลา 9.30 น.
โดย พระสังฆราชเปาโล ไตรรงค์ มุลตรี เป็นประธาน

ฉลองวัดเซนต์แอนโทนี ฉะเชิงเทรา

วันนี้ในอดีต

30 เมษายน พ.ศ.2518 : สงครามเวียดนามยุติลงอย่างเป็นทางการ
สงครามเวียดนาม (Vietnam Wars) ยุติลงอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ทหารเวียดนามเหนือเข้ายึดเมืองไซ่ง่อนได้สำเร็จ สงครามเวียดนามเกิดขึ้นหลังจากมีการทำอนุสัญญาเจนิวา ในปี 2497 ซึ่งได้กำหนดให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นรุ้งที่ 17 เหนือ ก่อนที่เวียดนามเหนือเริ่มรุกรานเวียดนามใต้ในปี 2502 นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่ยาวนานกว่า 10 ปี สงครามเวียดนามเป็นสงครามระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งสหภาพโซเวียตและจีนให้การสนับสนุน คือ เวียดนามเหนือ กับ เวียดนามใต้ ซึ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตร (รวมทั้งประเทศไทย) สนับสนุน สหรัฐฯ ต้องทุ่มเทงบประมาณและสูญเสียชีวิตของทหารไปจำนวนมาก เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับสภาพพื้นที่และการต่อสู้แบบกองโจรของทหารเวียดกง นักศึกษาและประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงสงครามนี้ ในที่สุดก็มีการลงนามใน ข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Accords) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2516 หลังจากอเมริกาถอนกำลังทหารออกไป กองทัพเวียดนามเหนือก็บุกยึดไซ่ง่อนได้สำเร็จ เวียดนามทั้งสองรวมเข้าด้วยกันเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2518 แล้วประกาศใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า สาธารณรัฐเวียดนาม ในเวียดนามเรียกสงครามครั้งนี้ว่า "สงครามปกป้องชาติจากอเมริกา" หรือ "สงครามอเมริกัน" ในสงครามครั้งนั้นมีทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวน 58,226 นาย และบาทเจ็บอีกจำนวน 153,303 นาย คาดว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในสงครามครั้งนี้ประมาณ 900,000 – 4,000,000 คน
30 เมษายน พ.ศ.2518 : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดทำการซื้อขายอย่างเป็นทางการครั้งแรก
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Securities Exchange of Thailand) เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรก ทั้งนี้ ตลาดทุนไทยยุคใหม่เริ่มต้นหลังจากมีกการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504 - 2509) และได้มีการเสนอให้จัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ที่มีระบบระเบียบ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510 - 2514) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมี นายศุกรีย์ แก้วเจริญ เป็นกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนแรก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของสํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์และการระดมเงินทุนในประเทศ ตลท. ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุนของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 ได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น The Stock Exchange of Thailand (SET)
30 เมษายน พ.ศ.2332 : จอร์จ วอชิงตัน รับตำแหน่ง ปธน.คนแรกของอเมริกา
จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพของฝ่ายอาณานิคม (Continental Army) เอาชนะกองทัพอังกฤษในสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา (American War of Independence) แล้วได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรก ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ระหว่างปี 2332-2340 เขาได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับการสดุดีว่า “เป็นหนึ่งทั้งในยามศึก ในยามสงบ และในใจของเพื่อนร่วมชาติ” เขาเป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้รับการสลักรูปใบหน้าไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติเมาท์ รัชมอร์ (Mount Rushmore) มีการนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อเมืองหลวงและรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาคือ กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. (Washington D.C.) นอกจากนี้ใบหน้าของเขาปรากฏบนธนบัตรราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญ 25 เซนต์
30 เมษายน พ.ศ.2231 : สมเด็จพระนารายณ์ฯ เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับคณะบาทหลวงฝรั่งเศส และข้าราชบริพารฝ่ายไทย ณ พระที่นั่งเย็น พระที่นั่งตำหนักกลางทะเลชุบศร เมืองลพบุรี พระนารายณ์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 ของกรุงศรีอยุธยา เป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองกับพระราชเทวี เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของไทย ทรงสนพระทัยในวิทยาการของตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องดาราศาสตร์ ทรงใช้กล้องดูดาวสังเกตการณ์เรื่องจันทรุปราคาและสุริยุปราคา พระนารายณ์ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญตลอดรัชกาลของพระองค์ ทั้งด้านการทหาร วรรณคดี และการทูต โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14