พระสังฆราชยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ

 
 
 
 - เกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ.1949  ณ หมู่บ้านคลองบางตาล ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี  
 - สถานที่เกิดปัจจุบันเป็นที่ตั้งของบ้านฝึกอบรมของคณะภราดาน้อยกาปูชิน อยู่ติดกับวัดนักบุญมาร์คารีตา บางตาล 
 - บิดาชื่อ เปโตร ประสาน กฤษเจริญ เป็นสัตบุรุษวัดนักบุญเปโตร นครชัยศรี มารดาชื่อ  มาร์การิตา  สมปอง  กฤษเจริญ  (สู้เสงี่ยม) สัตบุรุษวัดนักบุญมาร์คารีตา บางตาล บิดามีอาชีพเป็นครู ได้เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนวังตาลวิทยา โรงเรียนเทพวิทยา และโรงเรียนดรุณาราชบุรี นอกนั้นเป็นกรรมการสภาอภิบาลวัด ประธานคณะพลมารีเซนาตุส แม่พระบังเกิด มารดาเคยเป็นครูระยะหนึ่ง ต่อมาเป็นแม่บ้านตลอด เพราะต้องเลี้ยงลูกทั้ง 10 คน ด้วยตนเอง
 - คุณพ่อปัญญารับศีลล้างบาปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ.1949 ณ วัดนักบุญมาร์คารีตา บางตาล โดยคุณพ่อวิศิษฎ์  สินสมรส และนายตงซิ่น สวัสดี เป็นพ่ออุปถัมภ์ 
 - ได้รับศีลบวชเป็นสังฆนุกร วันที่ 31 มกราคม ค.ศ.1976 ที่ราชบุรี และบวชเป็นพระสงฆ์  วันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.1976 โดยพระสังฆราชยอแซฟ เอก ทับปิง
- ได้รับการประกาศแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราช ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2005 ณ วัดน้อยของอาคารราชินีแห่งอัครสาวก ศูนย์สังฆมณฑลราชบุรี  ในโอกาสปิดการเข้าเงียบประจำปีของคณะสงฆ์ โดยมี พระสังฆราช ลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต เป็นผู้ประกาศสารแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2  

 
ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องรวมทั้งสิ้น 10 คน เป็นชาย  9 คน  หญิง 1 คน  ดังรายชื่อต่อไปนี้
1. นายสุรพงศ์ กฤษเจริญ  สมรสกับนางสุภรณ์   กฤษเจริญ (ลิ้มเลิศตระกูล) มีบุตรชาย 2 คน คือ นายกวิล  กฤษเจริญ  
กับนายกฤติน  กฤษเจริญ
2. นางกาญจนา  ดิลกวุฒิสิทธิ์ สมรสกับนายโกศล  ดิลกวุฒิสิทธิ์ มีบุตรสาว 1 คน ชื่อ นางสาว มนชยา  ดิลกวุฒิสิทธิ์
บุตรชาย 1 คน คือ  นายมารุต  ดิลกวุฒิสิทธิ์ 
3. พระสังฆราชยอห์น  บอสโก ปัญญา  กฤษเจริญ
4. นายปราโมทย์  กฤษเจริญ สมรสกับนางจินดา  กฤษเจริญ (มาลา)  มีบุตรชาย 1 คน  คือ นาย ปวินทร์    กฤษเจริญ
5. นายโรจนะ   กฤษเจริญ สมรสกับนางวัฒนา  กฤษเจริญ (อยู่พงษ์พิทักษ์)  มีบุตรชาย 1 คน  คือ  นายศุภรัศม์  กฤษเจริญ
6. คุณพ่อเปโตร  วัชศิลป์  กฤษเจริญ
7. นายสิทธิชัย  กฤษเจริญ สมรสกับนางสวรรค์ กฤษเจริญ (แสนพลอ่อน)  มีบุตรชาย 2 คน  ชื่อ ด.ช.วศิน กฤษเจริญ กับ ด.ช. อิทธิ   กฤษเจริญ
8. นายธีรศักดิ์ กฤษเจริญ   สมรสกับนางเปรมฤดี กฤษเจริญ   (กรินทรากูล)  มีบุตรชาย 1 คน  ชื่อ ด.ช. พศวัต กฤษเจริญ 
9. คุณพ่อสเตเฟน อภิสิทธิ์  กฤษเจริญ
10. นายลิขิต กฤษเจริญ สมรสกับนางสุรีย์พร กฤษเจริญ (มาลา) มีบุตรชาย 1 คน ชื่อ ด.ช. วิชญ์   กฤษเจริญ  บุตรสาว 1 คน ชื่อ ด.ญ. เวธกา   กฤษเจริญ
 
- อภิเษกเป็นพระสังฆราช วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 โดย พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู
 
       ในที่สุดวันเวลาที่ทุกคนรอคอยประมุของค์ใหม่ของสังฆมณฑลราชบุรี นานถึง 20 เดือน ก็มาถึง เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2  ทรงประกาศแต่งตั้งคุณพ่อยอห์นบอสโกปัญญา กฤษเจริญ ขึ้นเป็นพระสังฆราชปกครองสังฆมณฑลราชบุรี  เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2005 นับเป็นพระสังฆราชองค์ที่ 6  ของสังฆมณฑลราชบุรี 
 
ฐานะใหม่  ก้าวใหม่  ชีวิตใหม่
ผมได้ข่าวระแคะระคายมานานพอสมควรว่าเป็นคนหนึ่งใน 3 ท่านที่ได้รับการคัดเลือกและถูกเสนอชื่อให้ผู้ใหญ่ที่กรุงโรมพิจารณา  และผมก็ได้บอกกับพี่น้องทุกคนที่บ้าน รวมทั้งคุณพ่อน้องชายอีก 2 ท่าน คือ คุณพ่อวัชศิลป์  และคุณพ่ออภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ว่าถ้าผมถูกทาบทามเป็นพระสังฆราช ผมจะตอบปฏิเสธ  เพราะผมรู้ถึงความยากลำบากของการเป็นพระสังฆราชองค์ก่อนๆ ดีพอสมควร  พระสังฆราชที่กล่าวถึงทั้งหมดล้วนได้รับการคัดเลือกจากสุดยอดของบรรดาพระสงฆ์มาแล้ว ท่านยังบอกว่าเป็นภาระที่หนัก สาอะไรถ้าเป็นตัวผมคงไม่ไหวแน่นอน
 
เมื่อวันอังคารที่ 8 มีนาคม ค.ศ.2005 ผมได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากพระสมณทูตให้ไปพบท่านที่สถานเอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย เมื่อผมไปพบท่านวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2005 ตามนัดท่านได้แจ้งให้ทราบว่า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแต่งตั้งผมเป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลราชบุรีสืบต่อจากพระสังฆราชยอห์น บอสโก มนัส จวบสมัย ผมก็ตอบท่านไปทันทีว่า  ผมขอปฏิเสธ ท่านได้พยายามอธิบายต่างๆ นานาให้ผมรับหน้าที่นี้  ผมจึงขอเวลาไปพิจารณาก่อนและตกลงจะให้คำตอบท่านในวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม ค.ศ.2005 เวลาประมาณ 15.00 น. โดยมีเงื่อนไขว่า ผมจะต้องไม่ไปปรึกษาหารือกับใคร  ผมนั่งรถกลับราชบุรีด้วยความหนักใจ คิดได้อย่างเดียวคือ  ต้องไปหาคุณพ่อคุณแม่ที่สุสานวัดนักบุญมาร์คารีตา บางตาล  ไปเรียนถึงความหนักใจให้ท่านทราบ คืนนั้นผมไปที่สุสานจริงๆ ผมไปไหว้คุณพ่อคุณแม่และบรรพบุรุษของผมที่นั่น และผมก็ไปสวดลูกประคำที่นั่นทุกคืน  บางคืนกว่าจะว่างก็เที่ยงคืน แต่ผมก็ไปสวด พร้อมกับรำพึงถึงพระประวัติของพระแม่และพระเยซูเจ้าผมจึงได้ความสว่างในจิตใจว่า แม้ผมจะรู้สึกตัวดีว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและหน้าที่พระสังฆราชแต่เมื่อเป็นน้ำพระทัยของพระ ผมคงต้องน้อมรับน้ำพระทัยของพระองค์มากกว่าทำตามน้ำใจของตนเอง และอีกประการหนึ่งชั่วชีวิตที่ผ่านมาพระองค์ได้ประทานพระพรให้ผมและครอบครัวมากมาย โดยเฉพาะให้น้องผมทั้งสองได้เป็นพระสงฆ์รับใช้พระศาสนจักร และพี่ๆ น้องๆ ตลอดจนหลานๆ  ทุกคนก็อยู่ในศีลในพระพรของพระองค์ ผมควรจะใช้ชีวิตที่เหลืออีกไม่นาน เพื่อตอบสนองพระเมตตาที่พระองค์มีต่อผมและครอบครัว ที่สุดจิตใจของผมก็สงบ พร้อมที่จะตอบรับต่อพระสมณทูต 
 
ความคิดของคุณพ่อ
เกี่ยวกับงานในตำแหน่งประมุขของสังฆมณฑล 
 
ผมจะทำอะไร...ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน เลยคิดอย่างเดียวว่า ผมจะพยายามทำหน้าที่รับใช้พระศาสนจักรในยามวิกฤติให้เป็นโอกาส  จะพยายามรับใช้สังฆมณฑลของเราอย่างเต็มที่
 
ผมดีใจที่มีการประกาศที่วัดนี้  (วัดราชินีแห่งอัครสาวก  บ้านพักพระสงฆ์) เพราะว่าผมชอบข้างบนนี้  Ut  unum  sint  ผมจำได้ว่าคุณพ่อดำรัส  ลิมาลัย  เมื่อท่านเป็นประธานคณะสงฆ์ คุณพ่อ พูดคำๆ นี้อยู่เรื่อยๆ คุณพ่อประดิษฐ์  ว่องวารี  ก็พูดคำนี้เสมอๆ และผมคิดว่า พ่อของผมชื่อ “ประสาน” ... เพราะฉะนั้น Ut unum sint นี้ประสานให้เราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  อันดับต้นก็เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า อันดับสองก็เป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวเรา  ถ้าตัวเราเองเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเองได้ ก็เป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนสงฆ์ทุกๆ องค์ได้ 
 
ชีวิตในบ้านเณร
 
ไม่เคยคิดจะเข้าบ้านเณรมาก่อน  จำได้ว่า  เมื่อผมกำลังเรียนจะจบชั้น ป.4 เย็นวันหนึ่งคุณพ่อบัลธาซาร์  ซาโบ เจ้าอาวาสวัดราชบุรี  ได้แวะที่บ้านและพูดคุยกับบิดาเกี่ยวกับผม ท่านเสนอให้บิดาส่งผมเข้าบ้านเณร ทีแรกบิดาก็เกรงว่าจะไม่มีเงินส่งเสียและกลัวว่าถ้าเป็นแล้วอยู่ไม่ได้ ออกมาแล้วจะต้องอับอายขายหน้า เพราะจะถูกเรียกว่าเณรเถรตู้ไปหลอกพระ 
 
เมื่อผมถูกส่งเข้าบ้านเณรจริงๆ ผมคิดถึงบ้านมาก  ผมร้องไห้ทุกวันตลอดสัปดาห์ จนคุณพ่อโปรเวรา อธิการสมัยนั้นส่งผมกลับบ้าน  ผมนอนที่บ้าน 1 คืน  วันรุ่งขึ้นบิดาก็นำไปส่งบ้านเณรอีกครั้งหนึ่ง  และจากวันนั้นมาผมก็ไม่เคยขอกลับบ้านอีก 
 
ผมเรียนที่บ้านเณรราชบุรีเป็นเวลา 8 ปี เมื่อจบชั้นมัธยมปลายแล้ว ผมถูกส่งไปศึกษาวิชาปรัชญาต่อที่บ้านเณรพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ปูนามัลลี ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 3 ปีเต็ม  หลังจากที่ได้ฝึกงานอภิบาลเป็นเวลา 2 ปี  ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี แผนกนักเรียนประจำแล้ว  ผมก็ถูกส่งไปเรียนวิชาเทววิทยาต่อที่บ้านเณรปีนัง ประเทศมาเลเซียเป็นเวลา 3 ปี  โดยเรียนร่วมรุ่นกับ คุณพ่อสุเทพ ภูผา, คุณพ่อบุญส่ง หงส์ทอง, คุณพ่อปรีชา พลอยจินดา และกับเพื่อนพระสงฆ์สังฆมณฑลอื่นๆ คือ คุณพ่อประสาร คูรัตนสุวรรณ, คุณพ่อประสพ เจริญนิตย์, คุณพ่อสมชัย พงศ์ศิริพัฒน์ คุณพ่อสุพล ยงบรรทม  และคุณพ่อวรวิทย์ เวียรชัย และอาจารย์มนัส วงศ์ประดู่ 
 
รวมใช้ชีวิตในบ้านเณรใหญ่ 6 ปี  ฝึกงานอภิบาล 2 ปี รวมเวลาที่ผมรับการฝึกฝนในกระแสเรียกตั้งแต่เข้าบ้านเณรจนถึงวันบวชเป็นพระสงฆ์ได้ 16 ปี
 
ชีวิตการศึกษา
 
ผมโชคดีที่มีบิดาเป็นครู ท่านให้ความสำคัญของการเรียนสำหรับลูกๆ ทุกคน ท่านจัดให้พวกลูกๆ ได้เรียนพร้อมๆ กัน ในห้องเดียวกัน  ท่านจะเข้ามาดูเป็นครั้งคราว เมื่อไรที่พวกลูกๆ ทะเลาะกันหรือคุยเล่นกัน ท่านจะเข้ามาจัดการทันที ถ้าพูดแล้วไม่ฟัง ท่านจะลงโทษทันทีเป็นกรณีๆ ไป  บางครั้งพวกลูกถูกลงโทษโดยต้องเรียนในห้องจนดึกดื่น ไปนอนไม่ได้  จนกว่าจะมีคำสั่งจากท่าน 
 
นอกจากได้รับการศึกษาในบ้านเณรแล้ว ผมได้มีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมทางด้านวิชาชีพครู  และการบริหารการศึกษาส่วนใหญ่โดยอาศัยเรียนไปสมัครสอบไป 
 
ผมได้มีโอกาสไปศึกษาเพิ่มเติมต่างประเทศหลายครั้ง คือ ศึกษาหลักสูตรด้านการเป็นผู้ให้การอบรม (ARFI) ที่ SAIDI ประเทศฟิลิปปินส์ ด้านการอภิบาลผู้ป่วยที่สหรัฐอเมริกา
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในชีวิตการศึกษาของผม ผมมักจะเป็นนักศึกษารุ่นสุดท้ายของสถาบันนั้นๆ เสมอ เช่น พอจบการเรียนที่บ้านเณรปูนามัลลี ประเทศอินเดีย ผมเป็นรุ่นสุดท้ายของเณรไทย จึงต้องขนสัมภาระของเณรไทยทั้งหมดกลับสู่ประเทศไทย ที่บ้านเณรปีนังก็เหมือนกัน  ผมก็เป็นเณรไทยรุ่นสุดท้าย จำได้ว่าต้องขนเครื่องพิมพ์ดีด ฯลฯ ของเณรไทยกลับเมืองไทย ผมไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน เรียนไม่ทันจบทางมหาวิทยาลัยก็ปิดวิชาที่ผมเรียน และไม่ทราบว่าป่านนี้จะเปิดใหม่หรือยัง 
 
สุดท้ายผมเป็นพระสังฆราชองค์สุดท้ายที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช เพราะเมื่อพระองค์ท่านได้แต่งตั้งผมแล้วไม่นานพระองค์ก็สวรรคต
 
ชีวิตพระสงฆ์
 
ตลอดระยะเวลา 29 ปีชีวิตพระสงฆ์ของผม ผมทำหน้าที่ทั้งในด้านวัดและโรงเรียนมาตลอด  นอกนั้นยังทำหน้าที่อธิการบ้านเณรแม่พระนิรมลเป็นเวลา 3 ปี ขณะเดียวกันก็ได้รับการคัดเลือกและการแต่งตั้งทำหน้าที่ที่ปรึกษาพระสังฆราชบ้าง กรรมการสภาสงฆ์บ้าง  กรรมการคณะสงฆ์ กรรมการการศึกษา ฯลฯ ตำแหน่งสุดท้ายเจ้าอาวาสวัดนักบุญอังเยลา ซอนต้า ได้มีโอกาสเป็นโคบาลดูแลฟาร์ม โคนมของวัด เป็นผู้อำนวยการของโรงนมซอนต้า เป็นช่วงที่ผมมีความสุขมาก เพราะได้กลับสู่บรรยากาศแห่งความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ  ของท้องไร่ท้องนาในชนบทเป็นบรรยากาศเดียวกันเมื่อวัยเด็ก  ที่คลองบางตาล บ้านเกิดของผม 
 
ในการทำหน้าที่อภิบาลสัตบุรุษ ผมยึดสัตบุรุษเป็นศูนย์กลาง ผมพร้อมเสมอที่จะให้บริการด้านศีลศักดิ์สิทธิ์ และบริการอื่นๆ แก่สัตบุรุษ  เป็นต้น ในการส่งศีลมหาสนิท โปรดศีลเจิมคนไข้ ผมจะพร้อมเสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนก็ตาม 
 
ในการบริหารงานผมพยายามทำงานเป็นทีม ผมถือว่าเมื่อไรเรามีความรัก ความสามัคคีกันเราจะสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จไปด้วยดี ฉะนั้น ผมให้ความสำคัญกับทีมงานทุกคนเป็นพิเศษ  ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ผู้ร่วมงาน ซิสเตอร์ หรือเป็นฆราวาสก็ตาม 
 
ชีวิตอธิการบ้านเณร
 
หน้าที่ที่ผมภูมิใจมากเป็นพิเศษคือหน้าที่อธิการบ้านเณร เพราะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเณรซึ่งคือหัวใจและอนาคตของสังฆมณฑลผมจะรักษากระแสเรียกของพวกเขาจนถึงที่สุด  แม้บางครั้งผมต้องขับรถพาพวกเขาไปเข้าเงียบพิเศษไกลๆ เช่น ที่สวนเจ็ดริน เชียงใหม่ เพื่อจะได้ทบทวนเกี่ยวกับกระแสเรียกก่อนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่บ้านเณรกลาง หรือบ้านเณรใหญ่ก็ตาม  ผมริเริ่มให้สามเณรมีผู้นำวิญญาณที่เป็นซิสเตอร์ พยายามให้เณรได้เรียนรู้ด้านภาษาอังกฤษ โดยมีซิสเตอร์  และครูต่างประเทศมาสอนเสริม ได้ส่งเณรใหญ่ไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ได้พาเณรออกสัมผัสงานอภิบาล งานด้านสังคม ตามวัดและชนบท ผมใฝ่ฝันให้สามเณรเป็นคนติดดิน  รู้จักทำงาน ผมเคยเห็น พระสังฆราชยอแซฟ เอก ทับปิง สมัยเป็นอธิการบ้านเณร  ได้จัดให้สามเณรฝึกช่างต่างๆ ผมก็อยากเลียนแบบ แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ เสียดายที่ในช่วงปีหลังๆ  ผมต้องทำหน้าที่อื่นๆ ด้วย จึงไม่ได้ให้เวลากับเณรเท่าที่ควร    
 
การทำงานด้านการบริหารการศึกษา  
 
ผมได้คลุกคลีในด้านการบริหารการศึกษาตลอดชีวิตการเป็นพระสงฆ์ คือทำหน้าที่บริหารตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็ก เช่น โรงเรียนดำเนินวิทยา โรงเรียนดรุณานุกูล โรงเรียนดรุณาราชบุรี แผนกสองภาษา  จนถึงขนาดใหญ่ที่สุดของสังฆมณฑลราชบุรี คือ โรงเรียนดรุณาราชบุรี โรงเรียนดรุณาราชบุรีพณิชยการ และโรงเรียนดรุณาราชบุรีโปลีเทคนิค  ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมมือกับพระสงฆ์ท่านอื่นๆ จัดระบบการเงินของโรงเรียน ตามแบบของ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯคือ มีการตั้งงบประมาณการงบดุล มีการส่งเงินรายได้ให้ศูนย์ เพื่อช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน  ระบบนี้ยังใช้อยู่จนปัจจุบัน 
 
วิสัยทัศน์ในการทำหน้าที่พระสังฆราช
 
มีหลายท่านถามและแนะนำให้ผมแถลงวิสัยทัศน์ในการทำหน้าที่พระสังฆราช ผมเรียนตามตรงว่า วิสัยทัศน์ของผมยังไม่มีเป็นรูปร่าง หรือ ถ้อยคำที่ชัดเจน  ยังคงเป็นแต่ความคิด เป็นแนวทางที่ผมอยากจะทำเมื่อได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราช เพราะผมอยากใช้เวลารับฟังความคิดเห็นของพี่น้องสงฆ์  บรรดานักบวช และสัตบุรุษเสียก่อน  เมื่อได้แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกันจนเป็นที่ยุติแล้ว จึงค่อยกำหนดเป็นรูปร่างชัดเจน เมื่อประกาศไปแล้ว  ทุกคนจะรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ที่ประกาศนั้นตรงกับสภาพความเป็นจริงของสังฆมณฑล  และเป็นความต้องการของคณะสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษอย่างแท้จริง  แต่สิ่งแรกที่ผมอยากทำก็คือ  เอาใจใส่บรรดาพระสงฆ์  นักบวชในสังฆมณฑล  ให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยยึดพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลางภายใต้การนำของพระจิตและคำเสนอวิงวอนของพระมารดา หากสมาชิกทุกคนในครอบครัวสงฆ์และนักบวช  มีความศรัทธาที่แท้จริงแล้ว  ผมเชื่อว่า ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันย่อมจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน  เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เราก็จะสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ด้วยความรักและความเสียสละเยี่ยงนายชุมพาบาลที่ดี 
 
โครงการแรกที่ตั้งใจไว้
 
ทันทีที่มีประกาศแต่งตั้งผมเป็นพระสังฆราช ผมนึกถึงอดีตพระสังฆราชของสังฆมณฑลราชบุรี วันรุ่งขึ้น  ผมรีบไปคารวะพระสังฆราชมนัส จวบสมัย ที่บ้านชะอำ แต่ท่านติดธุระที่กรุงเทพฯ  ผมจึงเดินทางไปที่สุสานอาสนวิหารแม่พระบังเกิด  บางนกแขวก เพื่อคารวะดวงวิญญาณของ  พระสังฆราชกาเยตาโน ปาซ็อตตี พระสังฆราชเปโตร  คาเร็ตโต  พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล  พระสังฆราชยอแซฟ เอก  ทับปิง  และบรรดาพระสงฆ์ นักบวชของสังฆมณฑลราชบุรี ที่เคยทำงานในสังฆมณฑลราชบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อบัลธาซาร์ ซาโบ  ผู้ส่งผมเข้าบ้านเณร หลุมศพสุดท้ายที่ผมไปคารวะคือ หลุมศพของคุณครูบุญโรจน์ อินโทอธิพร ครูที่ผมเคารพรักมาตลอด โครงการต่อไปที่อยากทำก็คือ ได้พบกับพระสงฆ์  นักบวช  ที่ทำงานในสังฆมณฑล  เพื่อเยี่ยมเยียนและรับทราบถึงทุกข์สุขของแต่ละท่าน จากนั้นก็จะไปขอพบประธานสภาอภิบาลวัดแต่ละวัด ส่วนเรื่องงานของสังฆมณฑลนั้นผมจะใช้เวลาสัก 1 ปีเพื่อติดตามดูว่า มีอะไรที่ดีอยู่แล้ว ก็ทำกันต่อไป ส่วนที่ยังขาดตกบกพร่องก็ค่อยแก้ไขโดยเริ่มที่ส่วนกลางเป็นหน่วยแรก ที่จะต้องพิจารณาปรับปรุง 
 
ผมมีความภูมิใจลึกๆ ในใจ  ที่พระสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษสังฆมณฑลราชบุรี แม้ขาดพระสังฆราชมาเป็นเวลา 20 เดือน แต่พวกเราก็ร่วมมือกัน ภายใต้การนำของพระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต, คุณพ่อประดิษฐ์  ว่องวารี  อุปสังฆราช ที่ได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ พยุงสังฆมณฑลราชบุรีให้อยู่ได้ตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะพวกเราทำงานไม่ใช่เพื่อความพอใจของพระสังฆราช หรือคนหนึ่งคนใด แต่พวกเราทำงานเพื่อพระ เพื่อพระศาสนจักร และเพื่อสังฆมณฑล 
 
เรื่องหนักใจนั้น ต้องยอมรับว่าหนักแน่นอน และทุกคนไม่ว่าจะเป็นพระสังฆราช พระสงฆ์  นักบวช  และฆราวาส ที่สนิทกับผมเป็นการส่วนตัว จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมจะต้องรับภาระที่หนักมากๆ แต่เส้นทางแห่งกางเขนนี้ เป็นเส้นทางเดียวกับที่พระเยซู พระอาจารย์เจ้า ทรงใช้เพื่อนำความรอดให้กับพวกเรา  เมื่อผมตอบรับตำแหน่งพระสังฆราชก็หมายถึงว่า  ผมได้เลือกทางสายนี้ และคิดว่าคงไม่มีทางลัด หรือทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว 
 
ความเป็นหนึ่งเดียวและความร่วมมือกันของพระสงฆ์ในสังฆมณฑลปัจจุบัน
 
สังฆมณฑลราชบุรีได้เปรียบกว่าสังฆมณฑลอื่นๆ ในเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันของคณะสงฆ์  ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิศาสตร์ และการอบรมในบ้านเณรที่คณะซาเลเซียนได้ปลูกฝังในจิตใจของพวกเราทุกคนไม่เพียงแต่ที่พวกเราจะเข้ากันได้ดีแล้ว พวกเรายังเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องสงฆ์ต่างสังฆมณฑลอีกด้วย เช่น  กับสังฆมณฑลจันทบุรี เราเคยเรียกกันเล่นๆ ว่า “จันทราช” ตั้งแต่อยู่ในบ้านเณรใหญ่ที่ปีนังแล้ว  ดูเหมือนว่าพวกเราเข้าได้กับทุกสังฆมณฑล  นี่คือเอกลักษณ์ของพวกเรา 
 
ส่วนที่มีความแตกแยกกันบ้างก็เป็นของธรรมดา  เป็นต้น เมื่อขาดพระสังฆราชไประยะหนึ่ง  พวกเราก็ขาดความอบอุ่นไปบ้าง เมื่อมีพระสังฆราชใหม่แล้ว ทุกอย่างก็คงจะคลี่คลายไป  แต่จะให้หมดไปโดยสิ้นเชิง  คงจะเป็นไปได้ยาก  เพราะเมื่อพวกเราแก้ปัญหานี้ได้  ก็อาจมีปัญหาอื่นๆ ตามมา  มันจึงเป็นเรื่องท้าทาย  และเราจำต้องยอมรับว่าลำพังความพยายามของพวกเราคงไม่เพียงพอ พระเยซูเท่านั้นที่จะรวมเราเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน 
 
ตราพระสังฆราชและความหมาย
 
ผู้ออกแบบตรา คือ มิสเตอร์เรนาโต โปเลตตี หัวหน้ากองหนึ่งในกระทรวงการคลังของประเทศอิตาลี  ท่านศึกษาเรื่องตราโดยเฉพาะ และเสนอตัวออกแบบให้ฟรี พระสมณทูตได้กรุณาแนะนำท่านผู้นี้ให้ผมได้รู้จัก และใช้บริการ
 
ความหมายของสัญลักษณ์ในตรามีดังนี้คือ รูปเปลวไฟหมายถึงพระจิต รูปลูกแกะปัสกาหมายถึงพระเยซูเจ้าและศีลมหาสนิท ส่วนรูปดาวหมายถึงพระแม่มารี
 
คติพจน์
 
Ut  unum  sint  - เพื่อทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน
 
ผมเห็นประโยคนี้ภายในวัดน้อยของบ้านพักพระสงฆ์ที่ราชบุรี ผมรู้สึกชอบตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้ว เพราะมันตรงกับนิสัยและความเข้าใจในภารกิจที่พระศาสนจักรมอบให้พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะพวกเราถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาของพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็น 3 พระบุคคล คือ พระบิดา พระบุตรและพระจิต แต่เป็นพระเจ้าแท้แต่พระองค์เดียว คำสอนของพระเยซูก็เน้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตลอด  พวกเราถูกเรียกให้เป็นลูกแกะในฝูงเดียวกัน เป็นอวัยวะของพระกายทิพย์ เป็นกิ่งก้านองุ่นที่ติดกับลำต้น บัญญัติเอกของพระองค์ก็คือบัญญัติแห่งความรัก  เราต้องรักพระเป็นเจ้า และรักกันและกัน  ผลของความรัก ก็คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อพวกเราจากโลกนี้ไป ก็จะไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาเจ้าในสรวงสวรรค์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นพระพรของพระจิต  พวกเราทุกคนล้วนเป็นลูกของพระแม่ พวกเราจึงเป็นพี่น้องกัน  และพวกเราต้องรักกันและกัน และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  งานแพร่ธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าพวกเราผู้แพร่ธรรมไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 
 
ผมอยากให้พวกเราทุกคนสนใจและเอาใจใส่ชีวิตคริสตชนและชีวิตของการเป็นสงฆ์-นักบวชให้มากขึ้น หากพวกเราทำหน้าที่ในแต่ละวัน ด้วยจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร  และคำสอนของพระศาสนจักร  ผมเชื่อว่าพวกเราจะมีความสุขมากขึ้น 
 
นอกจากนั้น ผมอยากให้พี่น้องสงฆ์ และสัตบุรุษทุกท่านได้ภาวนาให้พระสังฆราชใหม่เป็นพิเศษ เพื่อพระสังฆราชจะได้เป็นนายชุมพาบาลที่ดี ตามแบบพระเยซูเจ้า  พระอาจารย์ของพวกเราทุกคน
 
 “...พวกเราทุกคนล้วนเป็นลูกของพระแม่
 เป็นพี่น้องกัน ต้องรักกันและกัน และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
งานแพร่ธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้  ถ้าพวกเราผู้แพร่ธรรมไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน...”