พระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม

 
พระสังฆราช ยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม

BISHOP JOSEPH  VUTHILERT  HAELOM
 
ประมุขสังฆมณฑลเชียงราย ปี ค.ศ. 2018-ปัจจุบัน
 
   
บทสัมภาษณ์
 
ชีวิตวัยเด็กของพระสังฆราช
พ่อเกิดวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1951/พ.ศ. 2494 เป็นสัตบุรุษวัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร คลอง 12 มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน พ่อเป็นคนสุดท้อง คนที่ 8 บิดาพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนาม พ่อเรียกบิดาของพ่อว่า “จา” ส่วนแม่มีเชื้อสายมอญ เป็นพุทธ  เมื่อมาแต่งงานกับบิดาของพ่อ จึงมาล้างบาปเป็นคาทอลิก ปรากฏว่าแม่เป็นคนศรัทธา มีความเชื่อในพระเป็นเจ้า ในความรู้สึกของพ่อ แม่เคร่งกว่าบิดาเสียอีก
 
พ่อเติบโตมากับพวกพี่ๆ และเนื่องจากเป็นคนเล็ก พี่ๆ จึงดูแลเอาใจใส่พาไปโรงเรียน ช่วยเหลือทุกอย่าง พ่อจะรักแม่มากและสนิทกับแม่เป็นพิเศษ
 
ส่วนหน้าที่ที่บ้าน เนื่องจากอาชีพที่บ้านคือรับจ้าง บิดาของพ่อเป็นช่างไม้ พวกพี่ๆ เป็นครูบ้าง ค้าขายบ้างเล็กๆ น้อยๆ รับจ้างบ้าง เนื่องจากเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะยากจนก็ว่าได้ พวกเราจึงต้องช่วยเหลือกัน
 
ตอนเล็กๆ ไปวัดช่วยมิสซา คุณพ่อเจ้าวัดก็มีขนมให้ทาน ตามประสาเด็กๆ  พ่อเรียนโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร ตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ป.4 พอจบป.4 ตั้งใจว่าจะเข้าบ้านเณร จะต้องไปเข้าบ้านเณรที่ศรีราชา เพราะว่าตอนนั้นยังไม่มีบ้านเณรยอแซฟ บังเอิญปีนั้นทางศรีราชาไม่รับแล้ว เพราะว่า เป็นช่วงที่บ้านเณรยอแซฟกำลังแยกออกมา พ่อจึงต้องเรียน ป.5 ที่โรงเรียนวิสุทธิวงส์ ลำไทร อีกปีหนึ่ง จนกระทั่งจบ ป.5 แล้วก็ไปเข้าชั้น ป.6 ที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ ที่บ้านเณรยอแซฟ พ่อเป็นรุ่นแรกที่เข้าสร้างบ้านเณรขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อเป็นรุ่นที่โตที่สุด เพราะรุ่นโตที่สุดนั้นเขาย้ายมาจากศรีราชา แล้วพ่อเข้าไปตอนนั้นก็เข้าไปเรียนชั้น ป. 6
 
ทำไมสนใจเข้าบ้านเณร
มันก็มีเหตุนะ เพราะเล็กๆ นั้น อยู่ชั้น ป.3-ป.4 พอรับศีลมหาสนิทแล้ว ก็ไปช่วยมิสซามาตลอด ได้เห็นรุ่นพี่ๆ ที่ไปบ้านเณรที่ศรีราชา พอปิดเทอมกลับมาเรียบร้อยดูดี ดูมีสง่าราศี และก็รู้ข่าวว่า ที่บ้านเณรเขามีเล่นฟุตบอล มีกิจกรรมต่างๆ เราก็ชอบจึงตัดสินใจว่าจะไปบ้านเณรดูสิว่ามันจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นก็ไม่คิดมากมายเกี่ยวกับกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ แต่หลักๆ คืออยากไป อยากจะเป็นแบบพวกพี่เขาคิดแค่นั้นนะ
 
ตอนนั้นคุณพ่อท่านใดเป็นผู้ส่งเข้าบ้านเณร
คุณพ่ออาแบล เก่ง พานิชอุดม  เป็นผู้ส่งเข้าบ้านเณร ตอนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว คุณพ่ออาแบล ท่านอยู่วัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร นานมาก น่าจะประมาณ 30 ปี ตอนนั้นพ่ออายุประมาณ 12-13 ปี  ในปีนั้นมีคนที่เข้าไปบ้านเณรด้วยกันเยอะมาก สามเณรวัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร เยอะพอๆ กับสามเณรวัดนักบุญเปโตร สามพราน วัดลำไทรมี 24 คน สมัยก่อนเวลาเราเป็นเณร เราต้องไปนอนวัด บ้านของคุณพ่อเจ้าวัดสมัยก่อน จะมีระเบียงรอบๆ นอนกางมุ้ง สนุกดีตอนเป็นเณร
 
อธิการบ้านเณรตอนนั้น
อธิการบ้านเณรองค์แรก ตอนที่พ่อเข้าไปบ้านเณรยอแซฟ คืคุณพ่อทองดี กฤษเจริญ ท่านเป็นอธิการประมาณ 3-4 เดือน ก็เสียชีวิต คุณพ่อทองดีเสียชีวิต คุณพ่อเสวียง ศุระศรางค์ ก็รักษาการ ประมาณ 2-3 เดือน ผู้ที่มาเป็นอธิการองค์ต่อมาก็คือ คุณพ่อฮั่วเซี้ยง กิจบุญชู  หรือพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู พ่อก็อยู่สมัยอธิการท่านี้คือ คุณพ่อฮั่วเซี้ยง มาตลอด จนกระทั่งคุณพ่อฮั่วเซี้ยง ได้เป็นพระสังฆราช

ความประทับใจชีวิตในบ้านเณรเล็ก บ้านเณรกลาง
บ้านเณรกลางสมัยพ่อยังไม่มี บ้านเณรกลางเกิดขึ้นมาจากพวกเรา คือพ่อและเพื่อนๆ ที่เป็นครูเณรก็คือ เรียนจนกระทั่ง จบ ม.ศ.3 หรือ ม.ศ.5 พอจบ ม.ศ.5 ก็ต้องเป็นครูเณร อยู่ที่บ้านเณรอีก 2 ปี ในระหว่างที่เป็นครูอยู่ 2 ปี ก็มีครูเณรจากกรุงเทพฯ จากจันทบุรี จากราชบุรี เราประชุมกันมีความเห็นร่วมกันว่าก่อนที่จะไปบ้านเณรใหญ่นั้น ควรจะให้เณรมารวมกัน มันเป็นความคิดที่พวกเราที่เป็นครูเณรประชุมตกลงกัน มีคุณพ่อชีวิน สุวดินทร์กูร รุ่นเดียวกับพ่อ เขาเป็นครูเณรของทางราชบุรี  และก็มีครูเณรจากจันทบุรี ก็ตกลงกัน แล้วก็ไปเสนอผู้ใหญ่ว่าน่าจะมีบ้านเณรกลาง ก็เป็นความคิดที่ทางพระสังฆราชรับไปพิจารณา จึงมีบ้านเณรกลาง เพราะฉะนั้น พ่อไม่เคยผ่านบ้านเณรกลาง ส่วนเวลาที่มาที่บ้านเณรใหญ่ เราจบ ม.ศ.5 และเป็นครูเณร 2 ปี แล้วก็เข้าบ้านเณรใหญ่

ชีวิตในบ้านเณรใหญ่
บ้านเณรใหญ่ ปีแรกที่เข้าไปนั้น คุณพ่อบรรจง อารีพรรค (พระสังฆราชยอแซฟ บรรจง อารีพรรค) เวลานั้นท่านเป็นอธิการ พ่อเป็นรุ่นที่ 3 ของแสงธรรมรุ่นที่ 1 คือ คุณพ่อไพฑูรย์ หอมจินดา  (อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ) ส่วนรุ่นที่ 2 คือ คุณพ่อทวีศักดิ์ กิจเจริญ (อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ)  คุณพ่อสมชัย (สังฆมณฑลจันทบุรี) รุ่นที่ 3 คือ คุณพ่อชีวิน สุวดินทร์กูร (สังฆมณฑลราชบุรี) คุณพ่อกิตติศักดิ์ กาญจนธานินทร์ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ (อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ) ฯลฯ 

ชีวิตพระสงฆ์ วันที่ได้รับศีลบวชเป็นผู้แทนองค์พระคริสต์อย่างสมบูรณ์
พ่อได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ โดยพระอัครสังฆราชไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ วันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ.1980 ที่หอประชุมวัดนักบุญเปโตร สามพราน เพราะว่าวัดถูกไฟไหม้ จึงใช้หอประชุม เมื่อ 38 ปีแล้วจำได้ว่าชาวบ้านตัดไม้ไผ่มาทำเป็นร้าน แล้วก็เอาทางมะพร้าวมาทำเป็นเต็นท์ แบบสมัยโบราณ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ รุ่นพ่อบวชพร้อมกัน 7 องค์ คือ คุณพ่อสมโภชน์ พูลโภคพล คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ คุณพ่อกิตติศักดิ์ กาญจนธานินทร์ คุณพ่อไพริน เกิดสมุทร คุณพ่อสุรชัย กิจสวัสดิ์ คุณพ่อบรรจบ โสภณ และตัวพ่อเอง

เริ่มต้นชีวิตพระสงฆ์ กับงานอภิบาลประชาสัตบุรุษ
ตอนเริ่มต้นนั้น มีหลายแห่ง ตอนแรกเลยผู้ใหญ่กำหนดให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนักบุญเปโตร สามพราน แต่จริงๆ  คือไม่ได้ไป เพราะว่า คำสั่งต่อมาให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญ ยังไม่ทันได้จัดข้าวของอะไร ประมาณกลางเดือนกันยายน วันเทิดทูนไม้กางเขน 14 กันยายน ค.ศ. 1981 ก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่วัดนักบุญเทเรซา หนองจอก เพื่อไปดูแลโรงเรียน เพราะว่าตอนนั้นที่โรงเรียนไม่มีครูใหญ่ แล้วพ่อสอบได้วุฒิครู ทางผู้ใหญ่จึงให้ไปเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนเซนต์เทเรซา หนองจอก ก็สนุก เป็นทั้งครูใหญ่ด้วย ดูแลวัดด้วย ตอนนั้นไปอยู่กับคุณพ่อยอลี ท่านน่ารัก เป็นมิชชันนารีอาวุโส เป็นคนใจดี แต่ท่านอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน พอสิ้นปีท่านก็เกษียณ พ่อจึงต้องรับผิดชอบทั้งวัดนักบุญเทเรซา หนองจอก และวัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด หัวตะเข้ ทั้งสองวัดนี้มีความสุขมาก   ตอนนั้นยังหนุ่มทำงานไปก็สนุก   มีเพื่อนๆ  มีเยาวชนที่มาเล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอล ก็เป็นชีวิตที่ดี   ได้อยู่กับ ซิสเตอร์ที่เป็นเหมือนแม่ของพ่อ คือ ซิสเตอร์อาลิส ประพันธ์ สุจิตรานันท์ (โหน่ย) คณะพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งกรุงเทพฯ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ตอนอายุ 103 ปี พ่อก็ติดตามและมีความเคารพรักท่าน ท่านเลี้ยงดูพ่อมาตั้งแต่สมัยที่เป็นเณรเล็ก เพราะท่านเคยอยู่ที่วัดลำไทร พ่อไปอยู่บ้านเณรใหญ่ ท่านก็ไปอยู่ที่นั่น  พ่อย้ายไปอยู่ที่วัดหนองจอก ท่านก็ไปเป็นอธิการที่นั่น  ซิสเตอร์เป็นคนใจดี รักเณร รักพระสงฆ์เหมือนลูก ท่านก็ดูแลเอาใจใส่ ที่หนองจอกเราได้อะไรๆ เยอะในชีวิต ได้รู้จักกับพี่น้องที่เป็นพุทธ และโดยเฉพาะพี่น้องที่เป็นมุสลิม ที่หนองจอก มี 3 ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม คริสต์มีน้อย มุสลิมมีเยอะ ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็มีความสุขดี แล้วพ่อมาช่วยที่วัดหัวตะเข้บ้าง มีคุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ (พ่อเล็ก) และคุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง ที่ไปช่วยงานด้วย

พ่ออยู่ที่หนองจอก 4 ปีครึ่ง มีคำสั่งโยกย้าย พ่อก็ย้ายมาที่วัดที่แม่พระฟาติมามาเป็นครูใหญ่และเป็นเจ้าอาวาสด้วย ที่วัดแม่พระฟาติมามีคุณ

 
พ่อผู้ช่วย คือ คุณพ่อเอกพร นิตตะโย และคุณพ่อคมสันท์ ยันต์เจริญ  อยู่ที่วัดแม่พระฟาติมาได้ 4 ปีครึ่ง ก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านเณรยอแซฟ ไปเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ 6 ปี จึงย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแม่พระลูกประคำ กาลหว่าร์ วัดกาลหว่าร์ปกติจะเป็นจัดที่คุณพ่อพูดภาษาจีนได้ พ่อพูดไม่ได้ แต่ก็สนุกดี สัตบุรุษที่วัดกาลหว่าร์น่ารักดี มีความศรัทธาและเคารพพระสงฆ์ ที่นั่นพ่อต้องถวายมิสซาภาษาจีน เวลาจะถวายมิสซาภาษาจีนก็ต้องให้ซินแส มาอ่านให้ฟัง แล้วพ่อก็จดเป็นภาษาไทย และเอามาถวายมิสซา ที่วัดกาลหว่าร์วันแรก นับเป็นเรื่องที่สนุกสนานมาก พอมาถึงเขาให้พ่อถวายมิสซา ตอนนั้นพ่อถวายมิสซาภาษาไทย พอจบมิสซาออกมานอกวัด อาม่าคนหนึ่ง มายืนอยู่หน้าวัด พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่พ่อก็พอจะรู้ภาษาจีนอยู่บ้างนิดหน่อย อาม่าถามว่า “อาเส่งหู ลื้อโหง่วจับหวั่ว” (คุณพ่อ ลื้ออายุ 50 เท่าไหร่แล้ว) ซึ่งตอนนั่นพ่อยังไม่ถึง 50 (หัวเราะ) พ่อก็เลยบอกอาม่าไปว่า ยังไม่ถึง 50 แค่ 40 กว่าๆ จริงๆ คือพ่ออายุ 45 ปี พ่อก็เลยขำ บอกอาม่าไปอย่างนั้น ตอนอยู่ที่กาลหว่าร์ รู้สึกดี สนุกได้รู้จักพี่น้องสัตบุรุษ พวกเขามีน้ำใจดี
ตอนที่พ่ออยู่ที่กาลหว่าร์ พ่อได้ไปอยู่ที่อาคารกาลหว่าร์ (แฟลต) เพราะว่าตอนนั้นทางวัดกำลังปรับปรุงบริเวณทั้งหมดเพื่อสร้างบ้านพักพระสงฆ์ บ้านซิสเตอร์ บ้านพักคนงาน พ่อจึงมาเช่าห้องอยู่บนอาคารกาลหว่าร์ ทำให้รู้จักมักคุ้นกับพี่น้องชาวกาลหว่าร์ที่อาศัยอยู่ด้วยกันในอาคารนั้น
 
จากนั้นทางผู้ใหญ่มอบหมายให้ไปเป็นอธิการบ้านผู้หว่าน 4 ปี แล้วก็ได้ไปช่วยงานที่สังฆมณฑลเชียงใหม่
 
ช่วยงานพระศาสนจักรท้องถิ่นแห่งล้านนา สังฆมณฑลเชียงใหม่
พ่ออยู่ที่สังฆมณฑลเชียงใหม่ 8 ปี ทำงานกับพระคุณเจ้ายอแซฟ สังวาล ศุระศรางค์ ทำหน้าที่ดูแลสังฆมณฑล เป็นเจ้าอาวาสอาสนวิหารพระหฤทัย และอุปสังฆราช ดูแลช่วยเหลือเยี่ยมเยียนวัดต่างๆ ในสังฆมณฑล 5 ปี และทำงานกับพระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ 3 ปี และในช่วงงานวันบวชพระคุณเจ้าวีระ พ่อก็เป็นแม่งาน ช่วยจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้พระคุณเจ้าวีระ พ่อแซวพระคุณเจ้าวีระว่า “เมื่อ 9 ปี ที่แล้วผมจัดงานให้พระคุณเจ้า มาคราวนี้ต้องถูกเอาคืนแล้ว พระคุณเจ้าต้องจัดงานให้ผมบ้าง”

กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ณ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
ทำหน้าที่ที่สังฆมณฑลเชียงใหม่ครบ 8 ปี  แต่จริงๆ ต้อง 9 ปี จึงจะครบ 3 วาระ แต่พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ขอตัวให้พ่อกลับมากรุงเทพฯ พ่อขอพระคุณเจ้าเกรียงศักดิ์ว่า ผมขอไม่ทำงานบริหารแล้ว ขอไปทำงานอยู่วัดเล็กๆ วัดอะไรก็ได้แถวๆ กรุงเทพฯ นี้ พระคุณเจ้าเกรียงศักดิ์ บอกว่า เดี๋ยวจะดูให้ เสร็จแล้วก็ประกาศออกมาว่า วัดเล็กกว่านี้ไม่มีแล้ว ก็คือวัดที่สำนักพระสังฆราชนั้นเล็กสุดแล้ว ให้ไปช่วยงาน พ่อก็ยินดี

พ่ออยู่กรุงเทพฯ เป็นอุปสังฆราช 6 ปี ช่วยดูแลรับผิดชอบต่างๆ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ เพราะว่าเป็นอัครสังฆมณฑลใหญ่ มีคนจำนวนมาก มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่จะต้องดูแล จัดการบริหารหนักพอสมควร
 
ผ่านชีวิต ผ่านประสบการณ์มากมาย
ความท้าทายที่ทำให้ชีวิตความเป็นสงฆ์มีความสุขที่สุด และทุกข์ที่สุด
 
ความสุขที่สุดในชีวิต งานที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจคืองานอภิบาล งานที่ทำอยู่กับชาวบ้าน อยู่กับสัตบุรุษ ไปเยี่ยมบ้านโน้น ไปเยี่ยมบ้านนี้ แล้วก็ไปดูแลเขาในเรื่องต่างๆ ซึ่งก็มีเรื่องที่เขาเดือดร้อนบ้าง ไปช่วยเขาก็รู้สึกมีความสุข งานเทศน์ ถวายมิสซา งานอภิบาล เหล่านี้รู้สึกว่ามีความสุข พอมาทำงานออฟฟิศ พ่อบอกเสมอว่า งานออฟฟิศ มันไม่ตรงกับเรา นั่งไม่ค่อยติด นั่งไม่ทน แต่ชอบทำไปเรื่อยๆ สนุกสนานไปเรื่อยๆ แต่ถ้าถามว่า ทำได้ไหม ก็ทำได้ ถ้าจะให้ทำ เราก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนว่าจะได้แค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
 
ความทุกข์ที่สุดในชีวิต บางทีเราติดกับปัญหา แก้ปัญหาไม่ได้ มันถึงทุกข์ งานบริหาร เวลาที่เกิดปัญหาขึ้นแล้วเราไม่สามารถแก้ปัญหา หรือแก้ได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรือจะทำให้หลายๆ คนต้องมีความทุกข์มากขึ้น หรือมีความยากลำบาก มันแก้ปัญหาไม่ได้ และไม่เป็นไปตามที่เราคิด ก็มีความทุกข์ แต่ว่าต้องทำใจว่า เราไม่สามารถที่จะไปแก้อะไรได้ทุกอย่าง แต่เราพยายามสุดความสามารถ ทำให้เต็มที่เท่าที่เราทำได้ แล้วส่วนที่เหลือพระเป็นเจ้าก็จะมีแผนการของพระองค์
 
จากชีวิตพระสงฆ์ สู่ชีวิตพระสังฆราช สังฆมณฑลเชียงราย
สังฆมณฑลเชียงราย ความจริงมีความคิดที่จะแยกสังฆมณฑล ตั้งแต่สมัยที่พ่อเป็นอุปสังฆราชที่สังฆมณฑลเชียงใหม่ ในสมัยพระคุณเจ้าสังวาล ศุระศรางค์ ก็มีความคิดในที่ประชุมบ้าง แต่ว่ายังไม่เป็นรูปร่าง จนกระทั่งมาในสมัยพระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ ท่านก็เอาจริงเอาจังที่จะพยายามเก็บข้อมูล แล้วเสนอไปที่พระสมณทูต แล้วพระสมณทูตก็เสนอไปที่สมณกระทรวงประกาศพระวรสารสู่ปวงชน (โปรปากันดา ฟีเด ) กรุงโรม จนกระทั่งสันตะสำนักอนุมัติ ก็ต้องหาผู้ที่จะมาดูแลคือ พระสังฆราช
 
ตอนนั้น คนก็คิดว่าต้องต้องมาเป็นพระสังฆราชที่นี่ แล้วพ่อก็มีความรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว เราอายุมากพอสมควรแล้ว มันน่าจะเลยไปแล้ว แล้วพ่อก็ได้รับรายชื่อที่พระสมณทูตเสนอไป พ่อก็เสนอคนนั้นคนนี้ไป และเสนอว่า ควรจะเป็นผู้ที่อายุสัก ประมาณ 55 ไม่เกิน 60 ปี มีกำลังวังชา เพราะสังฆมณฑลเชียงรายมีคณะมิชชันนารี คณะนักบวช จำนวนมาก ที่ต้องทำงานร่วมกัน เข้าใจกัน รู้ใจกัน พ่อคิดว่าพ่อไม่ผ่าน
 
พอผ่านไป 2 ปี พ่อยิ่งไม่แน่ใจว่าพ่อคงไม่ต้องมารับภาระตรงนี้ ที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2018 มาเซอร์จากสถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันโทรศัพท์มาหาพ่อ ขอให้พ่อไปพบพระสมณทูตพอล ชาง อินนัม ที่สถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกัน ประมาณ 16.00 น. ซึ่งตอนนั้นพ่ออยู่ที่สามพราน กำลังสัมมนาพระสงฆ์ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ วันแรกพอดี
 
พ่อไปพบพระสมณทูต ท่านได้แจ้งให้ทราบว่าสมเด็จพระสันตะปาปาได้แจ้งมาว่าจะแต่งตั้งให้พ่อทำหน้าที่พระสังฆราช พ่อก็ตกใจ เงียบไปพักหนึ่ง ตอนนั้นในใจคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร  ไม่น่าจะเป็นเรา พ่อเรียนถามพระสมณทูตว่า ผมมีเวลากี่วันที่จะตัดสินใจ โดยปกติพ่อจะเป็

 
นคนที่ไม่ได้ต่อรองอะไรกับคำสั่งของผู้ใหญ่ตั้งแต่สมัยเป็นเณร เป็นพระสงฆ์ก็ไม่ต่อรอง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องสำคัญเรื่องใหญ่ ท่านบอกว่าให้เวลาอีกวันสองวัน พระสมณทูตให้พ่อไปสวดภาวนาขอพระจิตเจ้า และพ่อเรียนถามท่านว่าผมจะปรึกษาใครได้ไหม ท่านก็บอกว่าได้ 1-2 ท่าน พ่อก็ไปปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่พ่อเคารพนับถือ ท่านก็บอกว่ามันเป็นเรื่องที่เธอจะต้องตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเธอต้องไปสวดภาวนาขอพระจิตเจ้า และท่านก็บอกว่าเหตุการณ์อะไรต่างๆ ในชีวิตของเราที่ผ่านมานั้น เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าที่ได้เตรียมเราสำหรับเรื่องนี้ไหม
พ่อได้ไปสวดภาวนา ระหว่างนั้นสัมมนาอยู่ที่บ้านผู้หว่าน ผ่านไป 2 วัน ถึงเวลาที่ต้องไปสถานทูตวาติกัน พ่อก็โทรศัพท์ไปสถานทูตบอกว่าผมยังสัมมนามาเสร็จขออีกสักวันได้ไหม ความจริงคือยังไม่อยากไป พระสมณทูตก็บอกว่าไม่เป็นไรมาค่ำๆ ก็ได้ หกโมงก็ได้ หนึ่งทุ่มก็ได้ แต่ให้มาวันนี้ เพราะต้องรีบดำเนินการ สรุปพ่อก็ไปพบพระสมณทูต และตอนนั้นก็ตัดสินใจแล้ว ว่าถ้าเป็นน้ำพระทัยพระที่จะเลือกเราแล้วก็ไม่ปฏิเสธ แม้สุขภาพไม่ค่อยดีนัก อายุมากแล้ว การเดินทางลำบาก น่าจะมีคนที่เหมาะสมกว่าเรา หนุ่มกว่าเรา เข้มแข็งกว่าเรา และด้วยความเชื่อและความไว้ใจในพระเป็นเจ้า  และผู้ใหญ่ที่พ่อไปปรึกษาหารือก็บอกว่าต้องระลึกว่าเราเป็นเครื่องมือที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ทรงมีพระพรให้เราทำหน้าที่ตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพราะเราจะทำอะไรด้วยตนเองก็คงไม่ได้  เหมือนกับพระสังฆราชทุกองค์ คือไม่ต้องกังวล พ่อจึงตอบรับ และทุกอย่างต้องเป็นความลับ จนถึงวันที่ 25 เมษายน (วันฉลองนักบุญมาระโก) วันที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการจากวาติกัน
 
วางแผนการทำงานในสังฆมณฑลเชียงราย
พ่อเข้าใจในบริบทของพี่น้องที่อยู่สังฆมณฑลเชียงราย พวกเขาเป็นชนเผ่า สังฆมณฑลเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวปกาเกอะญอ มีสภาพสังฆมณฑลอีกแบบหนึ่ง หลังแยกจากสังฆมณฑลแล้ว เชียงใหม่ยังเหลือ 50, 000 กว่าคน 4 จังหวัด เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน ส่วนเชียงรายจะมีประมาณ 20,000 คน สังฆมณฑลเชียงรายจะมีพี่น้องชนเผ่า ส่วนใหญ่จะเป็นเผ่าอาข่า ม้ง ไทยใหญ่ ฯลฯ ในส่วนที่พ่อจะต้องไปดูแลก็มีเชียงราย แพร่ น่าน พะเยา และอำเภองาว ในจังหวัดลำปาง ส่วนใหญ่แล้วมีคุณพ่อที่เป็นคณะนักบวช ประมาณ 10 คณะซิสเตอร์ 14 คณะ ของกรุงเทพฯ ที่ส่งไปช่วยมีคุณพ่อจินตศักดิ์ ยุชัยสิทธิกุล คุณพ่อธนากร เลาหบุตร
 
สังฆมณฑลเชียงรายนั้นมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ มีอาข่ามากที่สุด ม้ง ลีซอ ไทยใหญ่ ฯลฯ แน่นอนเมื่อทำงานกับชนเผ่า ก็เรื่องภาษา แต่ก็สบายใจขึ้นมาคือเดี๋ยวนี้ใหญ่คนรุ่นใหม่นั้นเข้าใจภาษาไทย พูดภาษาไทยได้พอสมควร สำหรับวิธีการทำงานคงไม่แตกต่างอะไรจากสังฆมณฑลเชียงใหม่ เพราะว่าเวลาที่อยู่เชียงใหม่พ่อก็มาแถวเชียงรายบ่อย มาเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องชีวิตของคนเป็นชีวิตที่เขาจะต้องเจริญชีวิต และมีความเชื่อในพระเป็นเจ้า อันนี้แหละสำคัญเพราะว่าเขาจะอยู่ท่ามกลางพี่น้องต่างความเชื่อ ต่างศาสนา
 
เดี๋ยวนี้มีทั้งพี่น้องพุทธ มุสลิม คริสเตียนอะไรต่างๆ ที่อยู่ด้วยกัน ในหมู่บ้านเดียวกัน เพราะฉะนั้น ก็ต้องให้ผู้ที่เป็นคาทอลิกที่เราดูแลนั้นให้เขามั่นใจ พร้อมที่จะเจริญชีวิตด้วยความเชื่อที่แท้จริง   แล้วก็ต้องเป็นประจักษ์พยานด้วย  เราก็จะพยายามที่จะขอให้พระสงฆ์ผู้ร่วมงาน   ไม่ว่าจะเป็นซิสเตอร์ เป็นฆราวาสต่างๆ ก็ตามได้ช่วยกันในเรื่องนี้เป็นหลักอันดับแรก
 
ส่วนเรื่องการที่จะต้องมาสร้างวัตถุ สร้างวัด  สร้างอะไรต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่จะตามมา ถ้าเราสร้างวัดที่สวยงามใหญ่โต แต่ว่าไม่มีคนเข้าวัด มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนา แต่ถ้าเกิดเรามีชุมชนที่เข้มแข็ง มีชุมชนที่มีความเชื่อ วัดนั้นจะมาเอง จะเป็นวัดเล็กวัดน้อย มันเป็นวัดที่มีชีวิตชีวา เพราะฉะนั้น งานของพระศาสนจักร ที่สภาพระสังฆราชคาทอลิกฯ เน้นเป็นเรื่องของบีอีซี (BEC) พ่อว่ามันเป็นทิศทางที่ถูกต้อง  แม้จะอยู่ตามแนวทาง แต่เราพยายามที่จะปรับเรื่องนี้ให้เข้ากับชีวิต การนำชุมชนย่อย ชุมชนศิษย์พระคริสต์ บีอีซี ให้เข้ามาให้ได้ ชุมชนเหล่านี้ก็จะสามารถหล่อเลี้ยงความเชื่อต่างๆ พ่อจะเน้นเชื้อเชิญคนที่จะแพร่ธรรม โดยเฉพาะครูคำสอน ที่จะนำชีวิตและนำการดำเนินชีวิตของพี่น้องคริสตชน
 
สิ่งที่ท้าทายในสังฆมณฑลใหม่
ปัจจุบันสิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องรณรงค์กัน เรื่องชีวิตคน มากกว่าวัตถุ เพราะว่า ในความเป็นจริง เราไปให้ความสำคัญในเรื่องวัตถุมากเกินไป คนก็จะไปติดยึดกับวัตถุมากไป เพราะฉะนั้นในใจคือ อยากจะขอเสนอความคิดให้กับผู้ร่วมงานคือ คุณพ่อคณะต่างๆ ซิสเตอร์ ครูคำสอน ให้ช่วยกันดูแลพี่น้องสัตบุรุษ หรือว่าพี่น้องที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า เพราะเป็นเรื่องของการประกาศพระเยซูเจ้าด้วย ให้เข้าใจถึงชีวิตของการประกาศถึงความเชื่อที่แท้จริง การปฏิบัติตนในฐานะเป็นลูกพระเจ้า ศิษย์พระคริสต์เหมือนกับกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ฯ 2015 ของเรา ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่ จะทำอย่างไรให้ชีวิตของคริสตชนเข้มแข็งขึ้น เมื่อชีวิตเข้มแข็งขึ้น วัดหรืออะไรต่างๆ ก็จะมีชีวิตชีวา พ่อคิดแบบนี้ ก็น่าจะรณรงค์ และอันนี้เป็นอันดับแรก เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ต้องทำให้ชีวิตของคริสตชนเพิ่มความศรัทธาให้เป็นรูปธรรม ปฏิบัติให้เห็นจริงในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น เรื่องที่รณรงค์กัน ไม่ว่าจะเป็นวิถีชุมชนวัด ชุมชนศิษย์พระคริสต์ ชุมชนคริสตชนย่อยเป็นสิ่งสำคัญ ฯลฯ เป็นประจักษ์พยานถึงคำสอน ถึงความรักของพระองค์ เราจะทำอย่างไรก็ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ
 
“เมื่อชีวิตเข้มแข็งขึ้น วัดหรืออะไรต่างๆ ก็จะมีชีวิตชีวา” ถ้อยคำสะกิดใจ ความตั้งใจสะกิดวิถีชีวิตให้พวกเราแต่ละคนได้ร่วมแรง ร่วมมือ ร่วมใจ หลังจากวันแห่งความยินดีนั้นแล้ว (คือวันฉลองการสถาปนาสังฆมณฑลใหม่ และวันบวชพระสังฆราชใหม่ แห่งสังฆมณฑลเชียงราย) ชีวิตจริงคงต้องดำเนินไป แม้กางเขนจะเป็นคติพจน์ของท่าน (จงแบกกางเขนของตนและตามเรามา) พวกเราจะสวดภาวนาให้เป็นพิเศษ และร่วมแรงร่วมใจในกิจการต่างๆ ของสังฆมณฑลใหม่นี้ให้เจริญก้าวหน้าทางความเชื่อ เป็นน้องใหม่ที่เปล่งประกายเจิดจรัส เดินร่วมทางไปเผยแสดงความรักขององค์พระคริสตเจ้าสืบต่อไป
 
ที่สุดแม้กางเขนจะเป็นเครื่องหมายแห่งความทุกข์ทรมาน แต่ก็ยังเป็นเครื่องมือแห่งความรอดนิรันดรเช่นกัน และที่ปลายทางนั้น มีคำสัญญาหนึ่งที่ก้องดังเสมอ “แอกของเราอ่อนนุ่ม และภาระของเราก็เบา” ที่สำคัญเราเดินไปกับพระเจ้า”.
 
ความหมายของตราประจำตำแหน่ง 
 
 
 
รูปกางเขน ทับซ้อนกัน 4 ชั้น หมายถึง 4 จังหวัด ของสังฆมณฑลเชียงราย คือ 1. จังหวัดเชียงราย  2. จังหวัดแพร่   3. จังหวัดน่าน  4.จังหวัดพะเยา  (รวม อ.งาว  จ.ลำปาง) หมายถึง พื้นนาที่เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำงานใน พื้นนาแห่งนี้ ให้เกิดดอกออกผลอย่างดีที่สุด ด้วยการเป็นประจักษ์พยานในการ ประกาศองค์พระเยซูเจ้าแก่พี่น้องรอบข้าง เป็นต้นผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ จะได้รับพระพรแห่งความเชื่อสักวันหนึ่ง 
 
ตัวอักษร H คือ Holy Spirit  พระจิตเจ้า องค์พระผู้ทรงนำและช่วยเหลือเรา  J คือ Jesus พระเยซูเจ้าผู้ทรงไถ่บาปเรามนุษย์ M คือ Maria พระแม่มารีย์ ผู้ทรงเสนอวิงวอนเพื่อเรา J คือ Joseph นักบุญยอแซฟผู้ปกป้องพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์  หมายถึง สังฆมณฑลเชียงราย มอบตนเองไว้ในความดูแลของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ โดย มีพระจิตเจ้าทรงเป็นผู้นำทางในการก้าวเดินไปด้วยกัน เพื่อพระสิริมงคลของพระองค์ 
 
คำขวัญ “TOLLE CRUCEM TUAM ET SEQUERE ME”  “จงแบกกางเขนของตนและตามเรามา” (มธ. 16:24)  การติดตามพระเยซูเจ้าเป็นเรื่องที่เราต้องออกแรง มุมานะพยายาม ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เช่นเดียวกับกางเขนของพระองค์ ซึ่งสุดท้ายปลายทาง คือ พระสิริรุ่งโรจน์แห่งการ กลับคืนชีพและชีวิตนิรันดร 
 
 
พิธีอภิเษกวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2018
 
 
 
พิธีต้อนรับ และมิสซาแรก วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2018

  
 
 
  วันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 2018 ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
เป็นพระสังฆราชประมุของค์แรกของสังฆมณฑลเชียงราย
และรับพิธีบวชฯ ในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู
 
 

 
 
เกิด 17 ธันวาคม ค.ศ. 1951 (ตามบัตรประชาชน)
9 ธันวาคม ค.ศ. 1951 (ตามทะเบียนศีลล้างบาป) จังหวัดปทุมธานี
รับศีลล้างบาป วันที่  17  ธันวาคม ค.ศ. 1951  วัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร  
บิดาชื่อ เปโตรบุญมี แห่ล้อม  (เสียชีวิตแล้ว) 
มารดาชื่อ เชลีนาสาคร แห่ล้อม (เสียชีวิตแล้ว) 
พระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม เป็นคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง ทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย
                              1.   รุศตีกุส ผสม แห่ล้อม (เสียชีวิตแล้ว)
                              2.   ยอแซฟ บวร แห่ล้อม
                              3.   กาทารีนา สำเริง ศรีสุข
                              4.   ยออันนาด๊าก บันเทิง เอี่ยมสะอาด
                              5.   มารีอา เพลินจิต เอียงผาสุก (เสียชีวิตแล้ว)
                              6.   อันตน เสนาะ แห่ล้อม (เสียชีวิตแล้ว)
                              7.   ยอแซฟ สุวรรณ แห่ล้อม
                              8.   ยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม
 
การศึกษา
- ปี ค.ศ. 1959-1965     เรียนที่โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร ตั้งแต่ชั้นเตรียมประถมถึงชั้นประถมปีที่ 5
- ปี ค.ศ. 1965-1972  เรียนที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ สามพราน ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
- ปี ค.ศ. 1973-1974     เป็นครูเณรที่สามเณราลัยนักบุญยอแซฟ สามพราน 
- สอบเทียบความรู้ของกระทรวง ศึกษาธิการ ได้วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.ก.ศ.) และวุฒิ ครูพิเศษมัธยม (พ.ม.)
- ปี ค.ศ. 1974-1980 เรียนที่วิทยาลัยแสงธรรม สามพราน ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาปรัชญา และศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาเทววิทยา
- ปี ค.ศ. 1984 ปริญญาตรีบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- อบรมพิเศษ  Sab (3/2002)
 
การบวช
ได้ รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ วันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1980
ที่ วัดนักบุญเปโตร สามพราน นครปฐม
โดย พระอัครสังฆราชไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
 
 
การปฏิบัติงาน หลังได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์
  
3 ส.ค. 1980 - 14 ก.ย. 1981         ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก
                                               (ปฏิบัติหน้าที่จริง 3 ส.ค. 1980-14 ก.ย. 1980)
15 ก.ย. 1981 - 8 ก.พ. 1985        เจ้าอาวาสวัดนักบุญเทเรซา หนองจอก
                                               ผู้จัดการ-ครูใหญ่โรงเรียนเซนต์เทเรซา หนองจอก
                                              (ปฏิบัติหน้าที่จริง 14 ก.ย.1981-8 ก.พ. 1985)
10 พ.ค. 1981 - 8 ก.พ. 1985        เจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์ หัวตะเข้
8 ก.พ. 1985 - 1 พ.ค. 1989          เจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา ดินแดง
                                               
และครูใหญ่โรงเรียนแม่พระฟาติมา ดินแดง
4 ส.ค. 1988 - 10 พ.ค. 2004        ที่ปรึกษาพระสังฆราช (พระคาร์ดินัล)
1 พ.ค. 1989 - 7 พ.ค. 1995          ผู้ช่วยอธิการสามเณราลัยนักบุญยอแซฟ สามพราน
                                               ครูใหญ่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ สามพราน
1 พ.ค. 1994 - 14 พ.ค. 2000        ผู้อำนวยการฝ่ายสังคม
7 พ.ค. 1995 - 14 พ.ค. 2000        เจ้าอาวาสวัดแม่พระลูกประคำ กาลหว่าร์
                                               และผู้จัดการ-ครูใหญ่โรงเรียนกุหลาบวิทยา
14 พ.ค. 2000 - 10 พ.ค. 2004      ผู้อำนวยการฝ่ายบุคลาภิบาล
14 พ.ค. 2000 - 10 พ.ค. 2004      จิตตาธิการอารามคาร์แมล สามพราน
14 พ.ค. 2000 - 10 พ.ค. 2004      ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล  “บ้านผู้หว่าน” สามพราน นครปฐม
10 พ.ค. 2004 – 5 พ.ค. 2012       ช่วยงานสังฆมณฑลเชียงใหม่
10 พ.ค. 2004 - 5 พ.ค. 2012        เจ้าอาวาสวัดพระหฤทัยเชียงใหม่
ปี ค.ศ. 2005 - 5 พ.ค. 2012          อุปสังฆราชสังฆมณฑลเชียงใหม่
5 พ.ค. 2012 - 25 เม.ย. 2018        อุปสังฆราชอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
ค.ศ. 1980- ปัจจุบัน                      จิตตาธิการสมาคมนักบุญวินเซนเดอปอลแห่งประเทศไทย
 
งานเขียน

-   ปี ค.ศ. 2010 ได้เรียบเรียงคำสอนเล่มหนึ่ง คือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก เป็นหนังสือที่ใช้ภาษาง่ายๆ เข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป  ได้รับความนิยมอย่างดี ตีพิมพ์ 4 ครั้ง และยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

-   ปี ค.ศ. 2011 จัดทำหนังสืออีกเล่มหนึ่ง คือ การเตรียมแต่งงานแบบคาทอลิก เพื่อใช้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะแต่งงานแบบคาทอลิก  ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์การอบรมคู่แต่งงานมายาวนาน ขณะเมื่อเป็นเจ้าวัดอยู่ตามวัดนั่นเอง