พระสังฆราช ฟิลิป บรรจง ไชยรา

 
พระสังฆราช ฟิลิป บรรจง ไชยรา
 
Bishop Philip Banchong Chaiyara
 
ประมุขสังฆมณฑลอุบลราชธานี
 
ปี ค.ศ. 2006-ปัจจุบัน
 
ชีวประวัติ
เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม  ค.ศ.1945  ที่บ้านช้างมิ่ง ตำบลช้างมิ่ง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นบุตรคนที่ 9 ของนายคำจีน กับนางคำป่อง  ไชยรา มีพี่น้องทั้งหมด10 คน  เป็นชาย 8 หญิง 2 และบุตรบุญธรรม 1 คน  มีหลานบวชเป็นพระสงฆ์ในอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง คือ คุณพ่อบัญชา ไชยรา  มีเหลนบวชขั้นสังฆานุกรในคณะพระมหาไถ่อีกคน คือ สังฆานุกรฟิลิป  เอกพล ไชยรา 
 
 
ชีวิตเมื่อวัยเด็ก
หากชีวิตผมเป็นดังม้วนวีดีโอเทป ผมอยากหมุนฉายภาพย้อนยุคกลับไปเมื่อครั้งวัยเด็ก เป็นห้วงเวลาที่ผมไม่ต้องกังวลกับปากท้อง ไม่วิตกกับวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องใส่ใจกับความรับผิดชอบใดๆ เพราะภาระเหล่านี้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ และพี่ชายทั้งห้า ผมมีการดิ้นรนอยู่บ้างก็ตอนวิ่งหนีไม้เรียวของคุณแม่  ผมเกิดที่หมู่บ้านช้างมิ่ง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร วันเดือนปีเกิดตอนเด็กๆผมไม่เคยใส่ใจวันเกิดของตัวเองเท่าไรนัก เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา บราเดอร์เคลเม้นต์เรียกผมไปทำโทษเพราะจำวันเกิดของตัวเองไม่ได้ โดยให้ออกไปยืนหน้าชั้นเรียนแล้วท่องเสียงดังถึง 25 เที่ยวว่า “ผมเกิดวันที่  30 มกราคม พ.ศ. 2488”
 
ในตอนที่ผมยังเด็ก ผมคิดอย่างเด็กและมีความสงสัยอย่างเด็ก  ผู้คนในหมู่บ้านทักทายคุณพ่อผมว่า  “พ่อทัก”  และเรียกคุณแม่ว่า “แม่ทัก” ทั้งๆ ที่คุณพ่อชื่อ นายคำจีน  ไชยรา และ  คุณแม่ชื่อ นางคำป่อง ไชยรา  พอโตรู้ความขึ้นมาหน่อย  ผมเพิ่งจะเข้าใจว่าพวกเขาเรียกคุณพ่อและคุณแม่ ตามชื่อพี่ชายคนโตที่ชื่อ “บุญทัก” 
 
ชื่อนั้นสำคัญไฉน ถ้าไม่สำคัญจริงคนทุกวันนี้คงไม่นั่งก้มหน้าก้มตาค้นหาชื่อที่เหมาะสมให้กับลูกของตัวเองในพจนานุกรม พิถีพิถันเลือกแล้วเลือกอีก ความหมายต้องดี ต้องออกสำเนียงฝรั่งนิดๆ แม้พ่อแม่จะเลือกชื่อแล้วก็ตาม ต้องให้ปู่ย่าตายายร่วมเป็นกรรมการตัดสินอีกต่างหาก แต่ชื่อผมเป็นชื่อพื้นๆ ตามประสาของคนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่  ผมชื่อ  “บรรจง” เพราะมันพ้องกับชื่อพี่ๆ ชาย 8 หญิง 1  เสียงสวรรค์ที่คุณแม่มักจะท่องชื่อลูกๆ ให้คนอื่นฟังคือ “ทัก  เถียร เหรียญ ไทย ทอง ธรรม ถวิล ถวัลย์ บรรจง” เสียงสดใสต่ำ สูง สำเนียงชาวภูไท  ใบหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกว่า ชื่อลูกทั้งหมดวิเศษสุดสำหรับคุณแม่ 
 
คุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นคริสตชน มีความเชื่อและความศรัทธามาก  ท่านเลือก “ฟิลิป” ให้เป็นชื่อนักบุญประจำตัวของผม พอผมย่างเข้า  4 ขวบ คุณแม่ก็ให้กำเนิดน้องสาวชื่อ “กาวิน” ตัวเล็ก ขาว น่ารัก ผมรักน้องคนนี้มาก  แต่ชอบแกล้งเธอตามประสาเด็ก ตามอย่างที่พี่ชายแสนดีพึงประพฤติปฏิบัติ เมื่อครั้งคุณแม่ป่วยค่อนข้างหนัก ผมกลับบ้านอยู่กับคุณแม่  เป็นกำลังใจให้ท่าน  คุณแม่บอกว่าได้รับคุณต้น จิตธิดา  ทุมกานนท์ เป็นลูก “ฮัก” (ลูกบุญธรรม) ผมจึงมีน้องสาวอีกคน  ผมสนิทกับครอบครัวน้องคนนี้  เหมือนครอบครัวพี่ๆ และน้องกาวินที่คลานตามกันมา 
 
 
การศึกษา
ประถมศึกษา                         โรงเรียนบ้านช้างมิ่ง
มัธยมศึกษา                          โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา 
B.A. (Philosophy)                  Holy Redeemer College, Wisconsin 
M.R.E. (Religious  Education) Mount  Saint Alphonsus  Seminary, New  York 
M.Div. (Divinity)                   Mount  Saint Alphonsus  Seminary, New  York 
 
ชีวิตการเรียนในบ้านเณรเล็ก
ผมเข้าเรียนชั้นประถม  ผมเคยคิดอยากจะเป็นนักมวยเหมือนอย่างจำเริญ ทรงกิตติรัตน์  นักมวยชื่อดังในยุคนั้น วันต่อมา 
ตอนเดินกลับจากโรงเรียน มีผู้สมัครผู้แทนราษฎรปราศรัยหาเสียงตรงสี่แยก หน้าวัดประจำหมู่บ้าน ผมก็คิดอยากจะเป็นผู้แทนราษฎรบ้าง
 
แต่บ่อเกิดของกระแสเรียกของผมจริงๆ แล้วคงเริ่มจากความเชื่อและความศรัทธาของครอบครัว และผมได้เป็นเด็กช่วยมิสซาของวัดด้วย  ผมจึงไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะไปวัด รู้จักทำบุญลดบาป ระหว่างนี้เอง  พระเป็นเจ้าสะกิดชีวิตชีวิตผมให้รู้สึกประทับใจกลุ่มสงฆ์คณะพระมหาไถ่  ผมจึงแอบบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า “ผมอยากเป็นสงฆ์ของพระเจ้า” 
 
สมัยนั้นการศึกษาต่อเป็นภาระหนักของครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จึงต้องขบคิดหนัก ผมเชื่อเสมอว่า  ชีวิตพระกระแสเรียกของผมอยู่ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า คุณพ่อของผมอนุญาต คุณพ่อช่วยร่วมสานฝันของผมให้เป็นจริง และผมได้เข้าบ้านเณร
 
เมื่อก่อนคณะพระมหาไถ่ไม่มีบ้านเณรเป็นของตัวเอง ผมและเณรมหาไถ่รุ่นพี่ๆ ต้องเรียนที่บ้านเณรฟาติมา ท่าแร่  จังหวัดสกลนคร สองปีให้หลัง คณะพระมหาไถ่ตัดสินใจสร้างบ้านเณรเล็กที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เณรมหาไถ่ทั้งหมดรวมทั้งตัวผมด้วยถูกย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เป็นนักเรียนไปกลับ บ้านใหม่ของเรามีชื่อว่า “บ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์” 
 
วันหนึ่งคุณพ่ออธิการประกาศว่า ใครเรียนไม่ดีจะมีผลต่อกระแสเรียก ด้วยความกลัวถูกไล่ออกจากบ้านเณร  ทำให้ผมและเพื่อนๆ จำต้องเรียนจริงจัง  แล้วพวกเราก็ได้คติพจน์อันใหม่คือ “รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” แต่คุณพ่อมาร์ตินช่วยเสริมให้พวกเราเห็นสัจธรรมชัดขึ้นว่า “ถ้ารวมกันทำเรื่องผิดๆ ก็ตายได้เหมือนกัน” คือ การถูกไล่ออกจากบ้านเณร ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา มีการสอนแบบเข้มข้นที่เรียกว่า “มหาหิน” เพราะนอกจากจะมีการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างเข้มข้นแล้ว พวกเรายังมีการบ้านและแบบฝึกหัดล้นมือ จนแทบไม่มีเวลาว่าง เพื่อนๆ เณรมักบ่นให้ฟังว่า  เวลาทำการบ้านเป็นช่วงที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด แต่ผมและเพื่อนเณรกลับไม่มีปัญหาเรื่องการบ้าน เพราะเราช่วยเหลือกันและกัน แบบรวมมิตรคิดทำ 
 
บ่ายวันอาทิตย์ เป็นวันที่อธิการอนุญาตให้เณรออกไปข้างนอกได้ เป็นช่วงเวลาที่เราไปปีนเขาหรือไปเที่ยวที่ชายหาดทะเล 
บางพวกเข้าเมืองเที่ยวตลาด  แต่บางกลุ่มเป็นหนอนหนังสือ  พวกเขามักรวมกลุ่มกันใต้ร่มมะม่วงหลังบ้านเณร ส่วนตัวผมไม่ค่อยคลุกคลีกับพวกหลังนี้มากนัก นอกจากวันก่อนสอบและในช่วงที่ต้นมะม่วงมีลูกดก
 
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ 8  ปีที่บ้านเณรเล็ก ทำให้ผมเติบโตทั้งร่างกาย จิตใจ  ความรู้ และที่สำคัญที่สุดคือ ความศรัทธา และในปีสุดท้าย ผมพร้อมเพื่อนเณรร่วมชั้น ร่วมฝันอีกห้า  สุริยงค์  สุริโย  วัลลภ (คุณพ่อวัลลภ จำหน่ายผล) เทิน (คุณพ่อพล นาทัน) และวิเชียร (คุณพ่อวิเชียร ลิขิตธรรม) มุ่งเรียนอย่างหนัก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  ผมและเพื่อนจะเป็น “พระสงฆ์ระดับอินเตอร์” ให้ได้ 
 
 
ชีวิตการเรียนในบ้านเณรใหญ่
ผมไม่เคยนึกว่าผมจะมีวาสนานั่งเครื่องบินมาก่อนในชีวิต เพราะในสมัยนั้นใครได้นั่งเครื่องบินไปนอกถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก 
วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1968  บรรดาญาติมิตรของผมและเพื่อนๆ  พากันยกโขยงมาส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง พวกเรามีพวงมาลัยคล้องคอราวกับนักร้อง เวลาผมมองลงจากเครื่องบิน เห็นญาติบางคนวิ่งขึ้นดาดฟ้าโบกไม้โบกมือให้กับพวกผม จนผมเห็นพวกเขาลับ
 
ความยากลำบากประการแรกที่ผมประสบคือ การจำหน้าของเพื่อนเณรต่างชาติ ปีเตอร์  ปอล ทอม แทรี่ เหล่าสามเณรไทยพากันเรียกเณรอเมริกันสับสนไปหมด  ภายหลังก็มีเพื่อนเณรอเมริกันบ่นว่า คนเอเชียก็มีใบหน้าเหมือนกันหมดเช่นกัน
 
ความยากลำบากประการที่สองคือ เรื่องภาษา  เพราะอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมและเพื่อนๆ ไม่ค่อยอยากพูดกับชาวอเมริกัน  แรกๆ เราจึงจับกลุ่มคุยแต่ภาษาไทยล้วนๆ ผมยังจำภาพที่ผมนั่งใบ้เหมือนรูปปั้นท่ามกลางเณรอเมริกันได้ ต่อมาพวกเราเริ่มปฏิสัมพันธ์กับเณรอเมริกัน เริ่มด้วยการพูดโดยผสมผสานภาษามือ ขอให้รู้เรื่องกันเป็นพอ ต่อมามีการผูกมิตรกันมากขึ้น และภาษาอังกฤษของผมก็ดีขึ้นราวกับเป็นอัศจรรย์
 
ที่นี่เองผมได้ใช้เคล็ดลับของมาสเตอร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ที่พร่ำบอกพวกผมว่า “วิธีเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องคือ  ท่องลูกเดียว  ท่องศัพท์ได้มากเท่าไร  ก็รู้มากเท่านั้น  ท่องมากๆ พูดมากๆ ใช้มากๆ แล้วดีเอง” ผมพบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ชีวิตที่บ้านเณรใหญ่ที่อเมริกา  ประกอบไปด้วยเณรไทย และเณรอเมริกัน ต่างชาติ ต่างภาษาและวัฒนธรรม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เพราะทั้งเณรไทยและอเมริกันต่างมี จิตตารมณ์ เดียวกันคือ การเป็นธรรมทูต ตามแบบฉบับนักบุญอัลฟอนโซ ผู้ตั้งคณะมหาไถ่ ภายหลังพวกเราทุกคนเป็นเพื่อนสนิทกัน 
 
“นวกสถาน”  คือ ที่ที่คนจะเป็นนักบวช  ต้องฝึกฝน เก็บตัว ศึกษาจิตตารมณ์ของคณะ ที่ตนสังกัดจะ 1 ปีหรือ 2  ปี  ก็แล้วแต่ระเบียบวินัยของคณะบัญญัติไว้ วันฉลองนักบุญอัลฟอนโซ วันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ.1968 ณ เมืองคลินตัน มลรัฐไอโอวา  สามเณรไทย 6 คน  อเมริกัน  6 คน เข้าพิธีรับเสื้อชุดคณะพระมหาไถ่เพื่อเป็นนวกชน ในนวกภาพเป็นเวลา 1 ปี
 
วันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1969 หนึ่งปีถัดมาตั้งแต่วันรับเสื้อหล่อ ผมปฏิญาณตนครั้งแรก โดยการถือศีลบนความยากจน บริสุทธิ์ และนบน้อม แต่นี้เป็นเพียงก้าวหนึ่งในชีวิตนักบวชของคณะ  เพราะผมต้องเรียนต่ออีก 6  ปี  คือ เรียนปรัชญาและเทววิทยาให้จบ 
 
“พวกท่านไม่ได้เลือกเรา แต่เราต่างหากเลือกพวกท่าน” ผมรู้สึกว่าพระเจ้าได้เรียกผม ประกอบด้วยคติพจน์ประจำตัวที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ผมและเพื่อนเณรร่วมชั้น (คนไทย 4 คน)  ก้าวสู่พิธีที่สำคัญที่สุดในชีวิต  เมื่อวันที่ 12  มิถุนายน ค.ศ.1975 ณ  โบสถ์ประจำบ้านเณรใหญ่ ที่เมืองวอเตอร์ฟอร์ด มลรัฐวิสคอนซิน ไชโย  ผมได้รับศีลบวชเป็นสงฆ์ของพระเจ้าแล้ว!
 
ราวเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1976 ผมกลับสู่ประเทศไทยบ้านเกิดเมืองนอน ในฐานะพระสงฆ์ใหม่ถอดด้ามของคณะพระมหาไถ่
 
 
 
ชีวิตความเป็นสงฆ์
- ถวายตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม  ค.ศ.1969  ที่เมืองโอโนโมวอร์ค  มลรัฐวิสคอน ซิน สหรัฐอเมริกา 
- ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.1975 ที่บ้านเณรโฮลีรีดีมเมอร์  เมืองวอเตอร์ฟอร์ดมลรัฐวิสคอนซิน 
สหรัฐอเมริกา
- เป็นสงฆ์ผู้ช่วยประจำหมู่บ้านห้วยเซือม  ห้วยเล็บมือ ชัยพร  เวียงคุก  บ้านม่วง  บ้านชาด สังฆมณฑลอุดรธานี 
- เป็นอธิการบ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์  ศรีราชา ปี ค.ศ.1979
- เป็นอธิการบ้านกรุงเทพฯ ศูนย์กลางของคณะ  และเป็นเจ้าอาวาสวัดพระมหาไถ่  ปี  ค.ศ.1981
- เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล บ้านน้อยสามเหลี่ยม บ้านโนนสมบูรณ์ บ้านห้วยหินลาด และวัดนักบุญลูซีอา นิคมพอง จังหวัดขอนแก่น พร้อมทำงานอภิบาลผู้ป่วยโรคเรื้อนและคนพิการ ปี ค.ศ.1987
- ได้รับเลือกเป็นอธิการเจ้าคณะ ปี ค.ศ.1993 อยู่ในตำแหน่งนี้ 3 สมัย
- รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการงานสงเคราะห์  เด็กกำพร้า  เด็กเร่ร่อน โรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่เพื่อคนพิการ  โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ โรงเรียนโสตพัฒนา ที่พัทยา ทำงานต่อจากคุณพ่อเรย์มอนด์ เอ. เบร็นนัน ปี ค.ศ. 2002
- เป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญนิโคลัส  พัทยา เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2005
คุณพ่อเลโอ แทรวิส เป็นเจ้าคณะพระมหาไถ่แห่งประเทศไทย ได้มอบงานชิ้นแรกให้คุณพ่อทำคือ เป็นสงฆ์ผู้น้อยประจำหมู่บ้านห้วยเซือม ห้วยเล็บมือ ชัยพร เวียงคุก บ้านม่วง และบ้านชาด ในสังฆมณฑลอุดรธานี  
- ปี ค.ศ.1979-1981 ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์ ศรีราชา ที่ครั้งหนึ่ง คุณพ่อเองก็เคยเป็นเณร  แรกๆ คุณพ่อรู้สึกหนักใจเพราะต้องรับผิดชอบมาก ต้องอยู่กับเณร ปกครองเณร  และที่ลำบากที่สุดคือ  การพิจารณาว่าเณรคนใดสมควรอยู่ต่อ หรือควรเปลี่ยนกระแสเรียกใหม่ 
ปี ค.ศ.1981-1987 ได้รับแต่งตั้งใหม่ คือ เป็นอธิการบ้านกรุงเทพฯ ศูนย์กลางของคณะมหาไถ่ พ่วงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด
พระมหาไถ่วัดมหาไถ่เป็นวัดระดับอินเตอร์ นอกจากงานอภิบาลสัตบุรุษทั้งชาวไทยและต่างประเทศแล้ว ต้องทำงานโรงเรียน และบริหารเรื่องต่างๆ ในเขตวัด คุณพ่อเองก็ต้องสารภาพว่า  รู้สึกหนักใจไม่น้อย เพราะไม่เคยเรียนเรื่องการบริหารอย่างจริงๆ จังๆ มาเลย แต่ด้วยความศรัทธาในพระญาณสอดส่อง  และความร่วมมือของเพื่อนร่วมคณะ  หกปีในตำแหน่งของคุณพ่อจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
- ในปี ค.ศ.1987 คุณพ่อได้ย้ายไปทำงานที่ท้าทายอีกที่หนึ่ง คือ งานอภิบาลผู้ป่วย  โรคเรื้อนและคนพิการในเขตบ้านน้อยสามเหลี่ยม โนนสมบูรณ์  ห้วยหินลาด และวัดนักบุญลูซีอาน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ที่นั้นเอง คุณพ่อได้ทำงานกับคนยากจนและผู้ถูกทอดทิ้งมากที่สุด คุณพ่อรู้สึกว่าตนได้ทำตามจิตตารมณ์ของคณะพระมหาไถ่อย่างแท้จริงคือ “ตามแบบอย่างพระเยซูเจ้า  ประกาศพระวาจาของพระองค์ท่ามกลางผู้ยากไร้  และผู้ถูกทอดทิ้ง” คุณพ่อรู้สึกถึงสัมผัสรัก  และพระเมตตาขององค์พระเยซูเจ้าที่ทรงมีต่อคนโรคเรื้อนและคนพิการในพระวรสาร  นับเป็นเวลาที่มีความหมายที่สุดในชีวิต คุณพ่อรู้สึกเป็นสุขและเพลิดเพลินในงานอภิบาลในเขตนี้ 
 
 
เป็นอธิการเจ้าคณะ
เหล่านักบวชต้องเปลี่ยนสถานที่พัก ที่ทำงาน ทุกๆ 3 ปีหรือ 6  ปี  ตามกฎของคณะ สำหรับคุณพ่อเปลี่ยนที่พักมาแล้วถึง 6 ครั้ง  ในครั้งนี้คุณพ่อได้ก้าวสูงถึงขั้นผู้บริหารสูงสุดของคณะพระมหาไถ่แห่งประเทศไทย  ในปี  ค.ศ.1993  เพื่อนๆ สมาชิกหลายคนมากระซิบว่า ตำแหน่งนี้ทำให้เส้นผมบนหัวหงอกก่อนวัยอันควรได้  และมีความรับผิดชอบมากขึ้น ผมรู้สึกว่า ตนมีภาระหนักและงานยุ่ง เพราะต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ  ทั้งที่รับผิดชอบโดยตรงและที่เพื่อนสงฆ์โยนมาให้  พร้อมด้วยเหตุผลอันน่าฟังว่า “เพราะคุณพ่อเป็นเจ้าคณะ”    
 
หนทางที่พระเป็นเจ้าเตรียมสำหรับแต่ละคนนั้นล้ำลึกและยากที่จะหยั่งรู้หรือ ปฏิเสธได้   คุณพ่อได้รับเลือกเป็นเจ้าคณะฯ อีกในเทอมที่ 2  และ 3 ถึงตอนนี้  บางคนอาจมองว่าคุณพ่อเป็นนักบริหารระดับเซียนเหยียบเมฆ  แต่คุณพ่อคิดเพียงว่า “ ณ วันนี้ผมไม่บ้าก็บุญแล้ว! ” 
 
 
ราวเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 วาระการเป็นเจ้าคณะฯของคุณพ่อหมดลง คุณพ่อได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นสมาชิกคณะพระมหาไถ่ธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง คุณพ่อได้ดำรงตำแหน่งอธิการบ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์ศรีราชา และเป็นผู้ช่วยอธิการเณรดูแลเณร คุณพ่อหมายมั่นว่าจะได้อยู่ที่นี่อย่างน้อย 3 ปี 
 
เพราะรู้สึกเหนื่อยและเครียดกับงานที่ผ่านมา คุณพ่อขอเจ้าคณะเข้าร่วมโครงการ “พักภารกิจ ฟื้นฟูชีวิตสงฆ์” ที่บ้านผู้หว่าน สามพราน  เป็นระยะเวลา 3 เดือน ช่วงเวลานั้นคุณพ่อถือว่าเป็นการพักผ่อนจากภารกิจหนักที่เคยแบกรับมา 
 
ชีวิตนักบวชไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกครั้ง แต่นักบวชทุกคนต้องพร้อมที่จะเสียสละความคิดเห็น และความสะดวกส่วนตนเสมอ เพื่อเห็นแก่ความดีของส่วนรวม ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2002 คุณพ่อชูชาติ ศรีวิชัยรัตน์  เจ้าคณะในขณะนั้นโยกย้ายคุณพ่ออีกครั้ง ให้คุณพ่อเป็นผู้ดูแลศูนย์ต่างๆ ที่พัทยา โดยให้คุณพ่อเป็นผู้อำนวยการของบ้านเด็กกำพร้า บ้านเด็กเร่ร่อน โรงเรียนโสตพัฒนา โรงเรียนสอนคนตาบอด  และโรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่ (โรงเรียนสำหรับคนพิการ) รวมแล้วมีผู้ที่คุณพ่อต้องดูแลในโครงการกว่า 750  ชีวิต งานที่พัทยานี้ เป็นการต่องานแห่งรักของคุณพ่อเรย์มอนด์ เบรนนัน  
 
คุณพ่อต้องยอมรับว่ามันเป็นงานสงเคราะห์ระดับอินเตอร์ คุณพ่อไม่สามารถหามาตรฐานใดๆมาชั่งตวง วัดความสำเร็จของตัวเองได้  คุณพ่อบอกได้แต่ว่าต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท ทำงาน  ยินยอมเหน็ดเหนื่อยด้วยหวังจะเห็นเด็กๆ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการศึกษาและอนาคตที่แจ่มใส ผมทำงานเท่าที่จะทำได้ด้วยเดชะบุญ เพราะศูนย์ที่พัทยามีเหล่าครู เจ้าหน้าที่ ซิสเตอร์ อาสาสมัคร  มาช่วยทำงานอย่างขยันขันแข็ง ในวันที่ 10  พฤศจิกายน ค.ศ.2005 คุณพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญ นิโคลัส  พัทยา 
 
เป็นพระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลอุบลราชธานี
ในวันที่  25  มีนาคม  ค.ศ.2006  ซึ่งเป็น “วันสมโภชการแจ้งสารเรื่องพระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์” พระอัครสังฆราชซัลวาโตเร  เพ็นนัคคีโอ เอกอัครสมณทูตรัฐวาติกัน ประจำประเทศไทย ประกาศว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงประกาศแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลอุบลราชธานี สืบต่อจากพระสังฆราชมีคาแอล บุญเลื่อน  หมั้นทรัพย์
 
ถ้าถามผมเกี่ยวกับตำแหน่งและภารกิจอันใหม่นี้ ผมรู้สึกภูมิใจมากกว่าดีใจ  เพราะผมไม่เคยแสวงหาตำแหน่งพระสังฆราชนี้เลย ผมถือว่าเป็นเกียรติที่องค์พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16  ได้เลือกผมและผมต้องสารภาพว่า ผมได้คิดทบทวนไตร่ตรองมากพอสมควร ก่อนที่ผมจะตอบรับคำสั่งของท่านสมณทูตซัลวาโตเร ผมต้องรำพึง ภาวนา และสวดอย่างหนักในการตัดสินใจนี้ และในวันที่ผมให้คำตอบตกลงเป็นพระสังฆราช ผมรู้สึกถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิต  เพราะผมรู้สึกโล่งและสบายใจขึ้นทันที 
 
ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ต่องานจากท่านบุญเลื่อน  ผมไม่ได้พูดเพราะต้องการเอาใจท่าน แต่ด้วยความสัตย์และจากห้วงลึกของจิตใจ  ครั้งที่ผมไปเยี่ยมจังหวัดอุบลฯ  ผมได้กำลังใจอย่างมากจากท่านบุญเลื่อน  บรรดาพระสงฆ์  นักบวช  และสัตบุรุษทุกคน  ที่มารอต้อนรับผมที่สนามบิน แม้ผมตั้งใจรับตำแหน่งประมุขแห่งสังฆมณฑลอุบลฯนี้ แต่ผมยังรู้สึกว่าเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่คุ้นเคยดีกับบรรดาเพื่อนสงฆ์ นักบวช สัตบุรุษและวัดต่างๆ ที่อยู่ใน 7 จังหวัด บางจังหวัดผมรู้จักเพียงชื่อ  เพราะฉะนั้น ภารกิจแรกของผมคือ  การเรียนรู้และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องทิศทางอภิบาลของสังฆมณฑลอุบลราชธานี ผมต้องรู้จักทั้งพระสงฆ์และสัตบุรุษ โดยการไปไต่ถามทุกข์สุข เยี่ยมตามวัด และเป็นโอกาสได้พบสัตบุรุษด้วย ที่สังฆมณฑลอุบลฯ มีนักบวชคณะต่างๆ เข้ามาทำงานมาก  ผมต้องไปทำความรู้จักและเยี่ยมเยียนพวกเขาด้วย สิ่งนี้คงช่วยให้ผมเปิดตาให้สว่าง รับรู้ข้อมูลและช่วยกำหนดการอภิบาลของผม ถ้าสิ่งไหนดี ผมจะอนุรักษ์ไว้และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ถ้าสิ่งไหนยังไม่ดีหรือขาดแคลนก็ต้องเสริมสร้างให้ดีขึ้น  เมื่อหันกลับไปมองเส้นทางแห่งชีวิตแล้ว ผมรู้สึกว่าสิ่งต่างๆเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น  ผมเชื่อเสมอว่าเป็นพระเจ้าผู้ทรงดูแล อุ้มชู  และทะนุบำรุงชีวิตของผมตลอดมา 
 
 
ผมขอขอบคุณพี่น้องและทุกคนที่ผมรู้จัก  ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและช่วยสนับสนุนผมตลอดมา  ผมขอเพียงกำลังใจจากพี่น้อง  เพื่อผมจะสามารถสืบสานงานแพร่ธรรมในสังฆมณฑลอุบลราชธานี ด้วยใจเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค  และเพื่อผมจะได้เต็มเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาญาณขององค์พระเจ้าที่สุด ขอพระเป็นเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อดวงวิญญาณของคุณพ่อคุณแม่ พร้อมทั้งผู้มีพระคุณทุกท่านที่ล่วงลับไปแล้วด้วยเทอญ
 
ความหมายของตราประจำตำแหน่ง
 
 
 
 ตราพระสังฆราช
 
ตามประเพณีของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก  ตราประจำตำแหน่งของพระสังฆราช  มีลักษณะเป็นรูปโล่
 
สีน้ำเงิน
           หมายถึง การแยกตัวออกจากคุณค่าของโลกนี้ โดยยกจิตใจของตัวเองให้สูงขึ้น  สู่สิ่งที่อยู่เหนือกว่า นั่นคือ  องค์พระเป็นเจ้า 
 
รวงข้าวสาลี
           หมายถึง ศีลมหาสนิท เป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า อาหารฝ่ายจิตของเรา 
 
ดาวเจ็ดแฉก
           เป็นดาวประจำรุ่ง  หมายถึง แม่พระ มารดาของพระผู้ไถ่  มารดาของชาวเรา  และเป็นมารดาแห่งเมืองสวรรค์ 
 
หนังสือพระคัมภีร์
           หมายถึง พระวาจาของพระเป็นเจ้า  เป็นพระวาจาบันดาลชีวิต  และเป็นแรงดลใจในกิจการงานของเรา 
 
คติพจน์
 
ภาษาลาติน NOLITE TIMERE  (Be not  afraid) แปลว่า  “อย่ากลัวเลย” เป็นคำพูดของเทวดาที่ให้กำลังใจกับนักบุญยอแซฟ 
เมื่อนักบุญยอแซฟลังเลจะรับหน้าที่เป็นบิดาเลี้ยงของพระเยซูเจ้า (มธ1:20) เทวดาคาเบรียลก็ได้ใช้ประโยคเดียวกันนี้ปลอบใจ
แม่พระ (ลก 1:30)  เมื่อท่านแจ้งข่าวแด่พระนางว่า พระเป็นเจ้าทรงเลือกพระนางเป็นมารดาของพระผู้ไถ่ และเป็นประโยคที่ให้กำลังใจกับพระคุณเจ้าบรรจงด้วยเช่นกัน